ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง ตรัสให้โอวาทว่า “ภิกษุ ธรรมดาสมณเมื่อมาถึงเสนาสนะเป็นที่สบายแล้วก็ไม่ควรโลภในอาหาร ยินดีตามมีตามได้ ปฏิบัติสมณธรรม โบราณบัณฑิตแม้เป็นสัตว์ดิรัจฉาน กินผงแห้งของต้นไม้ที่ตนอยู่อาศัย มีความสันโดษไม่ทำลายมิตธรรมหนีไปที่อื่นเลย” แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่ป่าไม้มะเดื่อแห่งหนึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา มีนกแขกเต้าหลายแสนตัว ต่อมาในฤดูแล้งผลมะเดื่อได้หมดลง นกแขกเต้าทั้งหลายได้พากันบินหนีไปหากิน ณ ที่อื่น ยังคงเหลือแต่พญานกแขกเต้าตัวหนึ่งเท่านั้น เป็นผู้มักน้อยสันโดษไม่หนีไปที่อื่น เมื่อผลมะเดื่อหมดก็กินหน่อ ใบ เปลือกและสะเก็ดของต้นมะเดื่อตามลำดับโดยไม่คิดจะหนีไปไหน เป็นเหตุให้บัลลังก์ของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน เพื่อทดสอบจิตใจของพญานกแขกเต้า ท้าวเธอจึงบันดาลให้ต้นมะเดื่อที่นกแขกเต้าอาศัยอยู่นั้นตายและแห้งลงมีลำต้นแตกเป็นช่องน้อยใหญ่ เวลาลมพัดจะมีเสียงดัง มีผงไม้ไหลออกมาตามช่องที่แตกนั้น นกแขกเต้าก็ไม่หนีไปไหนก็ยังกินผงไม้ไหลออกมาตามช่องที่แตกนั้นแหละเป็นอาหาร จนสุดท้ายต้นไม้นั้นเหลือแต่ตอ พญานกแขกเต้าก็ไม่หนีไปไหน ยังคงจับอยู่ที่ตอต้นไม้นั้น

          ท้าวสักกะเมื่อทราบว่าพญานกแขกเต้ามีความมักน้อยสันโดษจริง ๆ จึงแปลงร่างเป็นพญาหงส์ มีนางสุชาดาเป็นนางหงส์ติดตามไปด้วย บินไปจับที่ตอมะเดื่อใกล้พญานกแขกเต้านั้นแล้วเจรจาว่า
          “นกแขกเต้า ผู้มีจะงอยปากสีแดงท่านควรไปที่อื่นได้แล้วอย่ามาตายที่ตรงนี้เลย ท่านมาเยื่อใยอะไรกับต้นไม้แห้งนี้ ต้นไม้อื่นมีถมเถไป”
          พญานกแขกเต้าร้องตอบว่า “ท่านพญาหงส์… ใครเป็นเพื่อนในยามทุกข์ยาก ผู้นั้นเป็นสัตบุรุษ ย่อมไม่ทอดทิ้งเพื่อนผู้มีทรัพย์และไร้ทรัพย์ ต้นไม้นี้เป็นทั้งเพื่อนเป็นทั้งญาติของเรา เราเพียงต้องการมีชีวิตอยู่เท่านั้น จึงไม่อาจทิ้งต้นไม้นี้ไปได้ เพราะเหตุเพียงไม่มีผล นี่ไม่ยุติธรรมเลย”
          พญาหงส์พอได้ฟังก็ยินดีและสรรเสริญว่า “นกแขกเต้าความเป็นเพื่อนไมตรีสนิทสนมคุ้นเคยกันกับต้นไม้ท่านทำไว้ดีแล้ว ขอสรรเสริญท่านเราจะให้พรแก่ท่าน ท่านจงเลือกพรตามในประสงค์เถิด”
          พญานกแขกเต้าขอพรว่า “ท่านพญาหงส์..เราขอเพียงให้ต้นไม้นี้มีชีวิตมีผลหวานอร่อยเหมือนเดิมเท่านั้นก็พอ”
พญาหงส์จึงพูดว่า “นกแขกเต้า .. ขอท่านจงอยู่กับต้นมะเดื่อที่สมบูรณ์พร้อมตลอดไปเถิด” ว่าแล้วก็คืนร่างเป็นท้าวสักกะเหมือนเดิม แสดงอานุภาพทำให้ต้นมะเดื่อนั้นสมบูรณ์พร้อมทั้งใบและผลยืนต้นอย่างสง่างามเหมือนเดิม
พญานกแขกเต้าเห็นเช่นนั้นจึงสรรเสริญท้าวสักกะว่า “ท้าวสักกะ ขอพระองค์พร้อมด้วยคณาญาติ มีความสุขเหมือนข้าพระองค์มีความสุข เพราะได้เห็นต้นผลิตผลในวันนี้ด้วยเถิด”
          ท้าวสักกะครั้นประทานพรให้นกแขกเต้าได้สมประสงค์แล้วพร้อมนางสุชาดา ก็กลับคืนวิมานของตนตามเดิม

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  จงพอใจในสิ่งที่ตนมีตนได้ และเพื่อนที่ดีไม่ละทิ้งเพื่อนไปในยามทุกข์ยาก

 ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีปรารภความไม่สำรวมของภิกษุ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีแพะหลายร้อยตัวอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง ในที่ไม่ไกลจากถ้ำนั้น มีสุนัขจิ้งจอกสองผัวเมียอาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง วันหนึ่งสุนัขจิ้งจอกสองผัวเมียออกหากินเห็นแพะเหล่านั้น จึงลวงกินแพะเหล่านั้นวันละตัว ๆ จนร่างกายอ้วนพี จำนวนแพะจึงลดลงตามลำดับ ในฝูงแพะนั้นมีแม่แพะตัวหนึ่งฉลาดรู้เท่าทันกลลวงของสุนัขจิ้งจอกจึงรอดชีวิตตลอดมา ยิ่งทำให้สุนัขจิ้งจอกต้องการกินนางแพะเพิ่มมากยิ่งขึ้น มันจึงวางแผนให้ภรรยาไปตีสนิทกับนางแพะแล้วพามาที่อยู่ของตนจะได้ดักตะครุบกิน ภรรยาได้ไปตีสนิทกับนางแพะนั้นจนสนิทสนมกันแล้วชวนไปที่ถ้ำของตน นางแพะทนคำวิงวอนไม่ไหวก็เลยไปด้วย

          ในขณะที่เดินไปยังถ้ำสุนัขจิ้งจอกนั้น นางแพะระวังตัวอย่างเต็มที่ให้นางสุนัขจิ้งจอกเดินนำหน้าตนเองเดินตามหลังเข้าถ้ำไป สุนัขจิ้งจอกทำทีเป็นนอนตาย เมื่อได้ยินเสียงเดินมานึกว่าเป็นภรรยาจึงยกหัวขึ้นชำเลืองดู นางแพะเห็นสุนัขจิ้งจอกทำเป็นตายแล้วยกหัวขึ้นได้ จึงหยุดอยู่และหันหลังจะกลับไป นางสุนัขจิ้งจอกจึงถามว่า “ทำไมท่านจะกลับไปเสียละ” นางแพะจึงตอบว่า “เพื่อนรัก สามีท่านยังไม่ตาย เมื่อกี้ยังชะเง้อคอดูฉันอยู่ ฉันไม่ชอบใจสหายเช่นนี้ ” ว่าแล้วก็กลับถ้ำของตนเอง

          นางสุนัขจิ้งจอกไม่สามารถจะวิงวอนให้นางแพะเข้าถ้ำได้ โกรธนางแพะนั้นจึงนั่งบ่นอยู่ ฝ่ายสามีเมื่อเห็นแผนการล้มเหลวก็พูดติเตียนภรรยาว่า “นางเมียบ้า นั่งบ่นถึงนางแพะให้สามีฟังอยู่ได้ ไปคิดถึงนางทำไม?”
          นางสุนัขจิ้งจอกจึงตอบว่า “ท่านนั้นแหล่ะเป็นบ้า โง่เขลาเต่าตุ่น ท่านทำเป็นตาย แต่กลับชะเง้อคอดูในเวลาที่ไม่ควร ทำให้เขารู้ทัน” ว่าแล้วก็ปลอบใจสามี พร้อมกับใช้ความพยายามไป วิงวอนนางแพะใหม่อีกว่า “เพื่อนรัก..สามีฉันกลับฟื้นคืนมาแล้วไปพวกเราไปดูด้วยกันเถิด”
          นางแพะคิดจะลวงใช้นางสุนัขจิ้งจอกบ้าง จึงพูดว่า “เพื่อนรก..ถ้าเช่นนั้น ขอท่านจงเตรียมอาหารไว้ก็แล้วกัน ฉันจะไปพร้อมบริวารหมู่ใหญ่”
          นางสุนัขจิ้งจอกถามว่า “บริวารของเธอเป็นอย่างไร ฉันจะได้ไปเตรียมอาหารถูก”
          นางแพะ “บริวารของฉันคือสุนัข ๔ ตัว แต่ละตัวมีลูกสมุนอีก ๕๐๐ ตัว รวมทั้งหมดก็ ๒,๐๐๐ ตัวพอดี ถ้าสุนัขเหล่านั้นไม่ได้อาหาร ก็จักฆ่าท่านทั้ง ๒ กินเสีย ”
          นางสุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้นแล้วเกิดความกลัว จึงพูดเพื่อไม่ให้นางแพะไปหาว่า “เพื่อนรัก.. เมื่อท่านออกจากถ้ำไปไม่มีใครดูแลสิ่งของจักเสียหายได้ เอาเป็นว่าท่านอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน ฉันกลับคนเดียวก็ได้” ว่าแล้วก็รีบอำลากลับถ้ำไป พาสามีหนีไปอยู่ที่อื่น ไม่หวนกลับคืนมาที่นั่นอีกเลย

 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  หนามยอกเอาหนามบ่ง ผู้คิดประทุษร้ายผู้อื่น ย่อมได้รับการประทุษร้ายตอบ

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดนิโครธาราม เมืองกบิลพัสดุ์ ทรงปรารภความไม่เชื่อของพระบิดา ได้ตรัสอดีตนิทานมาสธก ว่า …

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิ์สัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ รักษาธรรมกุศลกรรมบถ ๑๐ ตระกูลหนึ่ง ในเมืองพาราณสีมีชื่อว่า ธรรมบาล ในตระกูลของเขารวมทั้งทาสคนรับใช้เป็นคนให้ทานรักษาศีลอุโบสถเป็นประจำมิได้ขาด

          ธรรมบาลเมื่อเติบโตแล้วได้ไปเรียนศิลปวิทยาที่เมืองตักกสิลา ได้เป็นหัวหน้า มานพ ๕๐๐ คนที่เรียนด้วยกัน วันหนึ่งลูกชายคนโตของอาจารย์ได้เสียชีวิตลง อาจารย์ ญาติ และลูกศิษย์คนอื่น ๆได้ร้องไห้คร่ำครวญเศร้าโศกอยู่ มีธรรมบาลคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ร้องไห้ เมื่อกลับจากป่าช้าแล้วพวกลูกศิษย์ก็พากัน นั่งสนทนากันว่า “น่าเสียดาย ลูกชายอาจารย์ผู้มีมารยาทเรียบร้อย ต้องมาตายเมื่อยังหนุ่มแน่นนะ”

          ธรรมบาลถามขึ้นว่า “เพื่อน.. เป็นเพราะเหตุไรคนถึงตายในวัยหนุ่ม วัยหนุ่มยังไม่ควรตายมิใช่หรือ?” เพื่อนพูดตอบว่า”ธรรมบาล..ท่านไม่รู้จักความตายหรือ?”
          ธรรมบาล “เรารู้ แต่ไม่เคยเห็นใครตายในวัยหนุ่ม เห็นแต่คนแก่ตาย”
          เพื่อน “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยงมีแล้วกลับไม่มีมิใช่หรือ?”
          ธรรมบาล ” มีแต่คนตายในวัยแก่ ตายในวัยหนุ่มไม่มี ”
          เพื่อน “เป็นประเพณีของตระกูลท่านหรือ?”
          ธรรมบาล “ใช่แล้วล่ะ”
           เพื่อนได้นำเอาคำสนทนากันไปเล่าสู่อาจารย์ฟัง อาจารย์ต้องการพิสูจน์ความจริง จึงมอบให้ธรรมบาลเป็นผู้สอนศิษย์แทน ตนเองจะเดินทางไปทำธุระต่างเมืองสั่งธรรมบาลแล้ว ก็ให้นำกระดูกแพะตัวหนึ่งล้างน้ำดีแล้วใส่กระสอบให้คนรับใช้คนหนึ่งถือตามไปด้วย เมื่อถึงบ้านของธรรมบาลแล้วก็เข้าไปสนทนากับบิดาของธรรมบาล แสร้งพูดว่า “พราหมณ์..ลูกชายท่านมีสติปัญญาดีมาก แต่เสียดายเขาได้ตายด้วยโรคอย่างหนึ่งเสียแล้ว ขอท่านอย่าเศร้าโศกเลยนะ”

          พราหมณ์พอฟังจบได้ตบมือหัวเราะดังลั่น เมื่อถูกอาจารย์ถามว่า “พราหมณ์..ท่านหัวเราะทำไม?” ก็ตอบว่า “อาจารย์..ลูกฉันยังไม่ตาย ที่ตายนะเป็นคนอื่น” เมื่ออาจารย์นำกระดูกออกมายืนยัน ก็ยังตอบอยู่ว่า “อาจารย์…คงเป็นกระดูกสัตว์หรือกระดูกคนอื่น ลูกฉันยังไม่ตายหรอก เพราะในตระกูลเรา ๗ ชั่วโคตรมาแล้ว ไม่เคยมีใครตายในวัยหนุ่มเลยละ” ทุกคนในครอบครัวต่างหัวเราะถือเป็นเรื่องตลกไป สร้างความอัศจรรย์แก่อาจารย์เป็นอย่างยิ่ง

          อาจารย์จึงถามต่อเพื่อคลายความสงสัยว่า “พราหมณ์ตระกูลของท่าน เพราะเหตุไร คนวัยหนุ่มจึงไม่มีคนตายละ?”
          พราหมณ์จึงพรรณนาเหตุของคนวัยหนุ่มในตระกูลไม่มีใครตายว่า “พวกเราประพฤติธรรม ไม่พูดมุสา งดเว้นกรรมชั่วฟังธรรมของสัตบุรุษ ละธรรมอสัตบุรุษก่อนให้ทานพวกเราตั้งใจดีแม้กำลังให้ก็มีใจเบิกบาน เมื่อให้แล้วก็ไม่เดือดร้อนภายหลัง พวกเราเลี้ยงดูสมณะ คนเดินทางไกล วณิพก ยาจกและคนขัดสนให้อิ่ม พวกเราไม่นอกใจสามีภรรยา งดเว้นจากาการฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ของผู้อื่น ไม่ดื่มของเมา บุตร มารดา บิดา พี่น้อง สามีภรรยา ทาสคนรับใช้ ล้วนแต่ประพฤติธรรมมุ่งประโยชน์ในโลกหน้า เพราะประพฤติธรรมอย่างนี้แหละคนหนุ่ม ของพวกเราจึงไม่ตาย” แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

          “ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ นี่เป็นอานิสงส์ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ”

          แล้วพูดต่ออีกว่า “ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมเหมือนร่มใหญ่ในฤดูฝน ธรรมบาลบุตรของเรามีธรรมคุ้มครองแล้ว กระดูกที่ท่านนำมานี้เป็นกระดูกสัตว์อื่น บุตรของเรายังมีความสุขอยู่”

          อาจารย์ฟังจบแล้วขอขมาพราหมณ์ และกล่าวว่า “พราหมณ์.. ข้าพเจ้าขอขมาโทษท่าน นี่เป็นกระดูกแพะ ข้าพเจ้านำมาเพื่อที่จะทดสอบใจท่าน บุตรชายท่านสบายดี ” ว่าแล้วก็อยู่ที่นั่นต่ออีก ๒-๓ วันจึงกลับเมืองตักกสิลา ให้ธรรมบาลศึกษาศิลปวิทยาจบแล้วก็ส่งตัวกลับคืนบ้าน

 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ผู้ประสงค์จะให้ตระกูลมั่นคงควรยึดถือปฏิบัติตามเป็นตัวอย่าง

  ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันอยากสึกเพระเห็นสาวงามรูปหนึ่งจึงตรัสให้โอวาทว่า “ภิกษุ..ธรรมดากิเลสย่อมไม่มีความชื่นบาน มีแต่จะให้ตกนรก กิเลสทำให้เธอลำบากเหมือนลมพัดภูเขา ทำให้ใบไม้เก่า ๆ กระจัดกระจายได้ โบราณบัณฑิตได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ แล้ว ยังเสื่อมจากฌานได้ด้วยอำนาจกิเลส” แล้วได้ตรัสอดีตนิทานสาธกว่า

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์มั่งคั่งตระกูลหนึ่งมีนามว่า หาริตกุมาร เมื่อเติบโตแล้วได้ไปศึกษาศิลปวิทยาที่เมืองตักกสิลา อยู่ต่อมาเมื่อมารดาบิดาเสียชีวิตแล้วมีความคิดว่า “ทรัพย์เท่านั้นตั้งอยู่ได้ ส่วนผู้ทำให้ทรัพย์เกิดหาตั้งอยู่ไม่ได้ จะมีประโยชน์อะไรด้วยการครองเรือนเล่า”

          กลัวต่อความตายได้ให้ทานเป็นการใหญ่แล้วเข้าป่าไปบวชเป็นดาบส มีเผือกมันและผลไม้เป็นอาหาร บำเพ็ญเพียรเป็นเวลานานหลายปี จนได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ จึงลงจากเขามาเที่ยวภิกขาจารในเมืองพาราณสี พระราชาเลื่อมใสจึงนิมนต์ให้จำพรรษาอยู่ในสวนหลวงเป็นเวลา ๑๒ ปี ตลอดเวลาที่จำพรรษาอยู่ที่สวนหลวง ทุกเช้าดาบสจะไปรับอาหารในพระราชวังเป็นประจำ

          อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปปราบกบฎชายแดน จึงมอบหน้าที่ถวายอาหารให้พระเทวีทรงแต่งโภชนาไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อดาบสยังช้าอยู่ จึงสนานด้วยน้ำหอมแล้วทรงพระภูษาเลี่ยนเนื้อละเอียดรับสั่งให้เผยสีหบัญชร (หน้าต่าง ) ประทับอยู่บนเตียงให้ลมพัดพระวรกายอยู่

          ฝ่ายดาบสได้เหาะมาทางอากาศผ่านมาทางสีหบัญชรพอดี พระเทวีได้ยินเสียงเปลือกไม้กระทบกันก็ทราบว่าดาบสมาถึงแล้ว จึงรีบลุกขึ้น ขณะนั้นเองพระภูษาได้เลื่อนหลุดหล่นลง ทำให้ร่างกายของนางถูกดาบสเห็นทั้งหมด เป็นเหตุให้กิเลสของดาบสกำเริบขึ้น ทำให้ฌานเสื่อมทันที ดาบสไม่สามารถควบคุมสติไว้ได้จึงเข้าไปจับพระหัตถ์ของพระนางแล้วคนทั้งสองก็เสพโลกธรรมกัน ดาบสหลังจากรับอาหารแล้วก็เดินกลับสวนหลวงไปตั้งแต่วันนั้นมาคนทั้งสองก็เสพโลกธรรมกันทุกวัน

          ข่าวที่ดาบสเสพโลกธรรมกับพระเทวีได้แพร่สะพัดไปทั่วพระนคร พวกอำมาตย์ก็ส่งหนังสือไปกราบทูลพระราชา พระองค์ไม่ทรงเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เมื่อปราบกบฎเสร็จแล้วพระราชาก็เสด็จกลับเมือง เข้าไปห้องพระเทวีสอบถามความเป็นจริง พระเทวีทูลว่าจริง พระองค์ก็ยังไม่ทรงเชื่อจึงเสด็จไปหาดาบสตรัสถามความจริง

          ดาบสคิดว่า “ถ้าเราบอกว่าไม่เป็นความจริงพระราชาก็ทรงเชื่อ แต่ที่พึ่งที่ดีที่สุดคือคำสัตย์” จึงทูลว่า “ขอถวายพระพรพระองค์ได้สดับมานั้นเป็นความจริง อาตมาหมกมุ่นอยู่ในอารมณ์แห่งความหลงผิดเสียแล้วละ” พระราชาสดับแล้วตรัสว่า “ปัญญาที่ละเอียดคิดสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นเครื่องบรรเทาราคะของท่านมีไว้เพื่อประโยชน์ อะไร ท่านไม่อาจใช้ปัญญาบรรเทาความคิดที่แปลกได้หรือ”
          ดาบส “มหาบพิตร กิเลส ๔ อย่างคือราคะ โทสะ โมหะ และมทะ เป็นของที่มีกำลังกล้า หยาบคายในโลก ยากที่ปัญญาจะหยั่งถึงได้”
          พระราชา “โยมได้ยกย่องท่านเป็นพระอรหันต์ มีศีลเป็นบัณฑิต เบียดเบียนแม้ผู้มีปัญญาโดยแท้”
          พระราชาพูดกระตุ้นดาบสว่า “ความกำหนัดเกิดในกายทำลายผิวพรรณของท่าน ท่านจงพยายามทำลายความกำหนัดของท่านนั้นเสียเถิด”
          ดาบสได้สติกลับคืนมาแล้วกล่าวเป็นคาถาว่า
          “กาลเหล่านั้นทำแต่ความมืดให้ มีทุกข์มาก มีพิษใหญ่หลวง อาตมาจักค้นหามูลรากแห่งกามเหล่านั้นจักตัดความกำหนัดพร้อมเครื่องผูกเสีย”
          ว่าแล้วก็ขอโอกาสปฏิบัติธรรมในบรรณศาลาพิจารณาดวงกสิณ ยังฌานที่เสื่อมให้เกิดขึ้นได้แล้ว เหาะขึ้นสู่อากาศแสดงธรรมแก่พระราชาแล้วขออำลากลับเข้าป่าตามเดิม
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  อำนาจของกิเลสตัณหาทำให้คนหน้ามืดไม่มีสติ

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภภิกษุผู้ลี้ยงมารดารูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาช้างเผือกขาวปลอด มีรูปร่างสวยงาม มีช้าง ๘๐,๐๐๐ เชือกเป็นบริวารเลี้ยงดูมารดาตาบอดอยู่ เมื่อพาบริวารออกหากินได้อาหารอันมีรสอร่อยแล้วก็จะส่งกลับมาให้มารดากิน แต่ก็ถูกช้างเชือกที่นำอาหารมากินเสียระหว่างทาง เมื่อกลับมาทราบว่ามารดาไม่ได้อาหารก็คิดจะละจากโขลงเพื่อเลี้ยงดูมารดาเท่านั้น ครั้นถึงเวลาเที่ยงคืนก็แอบนำมารดาหนีออกจากโขลงไปอยู่ที่เชิงเขาแล้วพักมารดาไว้ที่ถ้ำแห่งหนึ่ง ส่วนตนเองออกเที่ยวหาอาหารมาเลี้ยงดูมารดา

          อยู่ต่อมาวันหนึ่ง มีพรานป่าชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่งเข้าป่ามาแล้วหลงทางออกจากป่าไม่ได้จึงนั่งร้องไห้อยู่ พญาช้างพอได้ยินเสียงคนร้องไห้ด้วยความเมตตากรุณาในเขา จึงนำเขาออกจากป่าไปส่งที่ชายแดนมนุษย์ ฝ่ายนายพรานเมื่อพบช้างที่สวยงามเช่นนั้น ก็คิดชั่วร้าย “ถ้าเรานำความกราบทูลพระราชา เราจักได้ทรัพย์มากเป็นแน่แท้” ขณะอยู่บนหลังช้างได้หักกิ่งไม้่กำหนดไว้เป็นสัญลักษณ์

          ในสมัยนั้น ช้างมงคลของพระราชาได้ตายลง พระราชาจึงมีรับสั่งให้ตีกลองร้องประกาศว่าใครมีช้างที่สวยงามขอให้บอก นายพรานนั้นได้โอกาสจึงรับสั้งให้นายควญช้างพร้อมด้วยบริวารติดตามนายพรานนั้นเข้าป่านำพญาช้างนั้นมาถวาย

          นายควาญช้างเมื่อพบพญาช้างแล้วก็ถูกใจ ส่วนพญาช้างขณะนั้นกำลังดื่มน้ำอยู่ในสระ เมื่อเห็นนายพรานนั้นกลับมาพร้อมผู้คนอีกจำนวนมากก็ทราบถึงภัยมาถึงตัวแล้ว จึงกำหนดสติข่มความโกรธไว้ในใจยืนนิ่งอยู่ นายควาญช้างได้นำพญาช้างเข้าไปในเมือง พาราณสี ฝ่ายช้างมารดาของพญาช้าง เมื่อไม่เห็นลูกมาจึงคร่ำครวญคิดถึงลูกว่า “ลูกเราสงสัยถูกพระราชาหรือมหาอำมาตย์จับไปแล้วหนอ เมื่อไม่มีพญาช้างอยู่ ไม้อ้อยช้าง ไม้มูกมัน ไม้ช้างน้าว หญ้างวงช้าง ข้าวฟ่าง และลูกเดือย จักเจริญงอกงาม”

          ฝ่ายนายควาญช้างในระหว่างทางขณะกลับเข้าเมืองได้ส่งสาส์นไปถึงพระราชาเพื่อตบแต่งเมืองให้สวยงาม เมื่อถึงเมืองแล้วก็ประพรมน้ำหอมพญาช้าง ประดับเครื่องทรงแล้วนำไปไว้ที่โรงช้างขึ้นกราบทูลพระราชา

          พระราชาทรงนำอาหารอันมีรสเลิศต่าง ๆ มาให้พญาช้างด้วยพระองค์เอง พญาช้างคิดถึงมารดาจึงไม่กินอาหารนั้น พระองค์จึงอ้อนวอนมันว่า “พญาช้างตัวประเสริฐเอ๋ย เชิญพ่อรับคำข้าวเถิดเจ้ามีภารกิจมากมายที่ต้องทำ”
          พญาช้างพูดลอย ๆ ขึ้นว่า “นางช้างผู้กำพร้า ตาบอดไม่มีผู้นำทาง คงสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาเป็นแน่”
          พระราชาตรัสถามว่า “พญาช้าง… นางช้างนั้นเป็นอะไรกับท่านหรือ”
          พญาช้าง “นางเป็นมารดาของข้าพระองค์เอง”
          พระราชาเมื่อฟังแล้วเกิดความสลดใจมีรับสั่งให้ปล่อยพญาช้างว่า “พญาช้างนี้เลี้ยงดูมารดาตาบอดอยู่ในป่า ท่านทั้งหลายปล่อยมันกลับไปเถิด”

          พญาช้างเมื่อถูกปล่อยให้อิสระพักอยู่หน่อยหนึ่งแล้วแสดงธรรมต่อพระราชาว่า “มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงอย่าเป็นผู้ประมาทเถิด” แล้วได้กลับไปยังที่อยู่ของตน ได้นำน้ำในสระไปรดตัวมารดาที่นอนร่างกายผ่ายผอมเพราะไม่ได้อาหารมาแลัว ๗ วัน เป็นอันดับแรก

          ฝ่ายช้างมารดาเมื่อถูกน้ำราดตัวเข้าใจว่าฝนตกจึงพูดขึ้นว่า “ฝนอะไรนี่ตกไม่เป็นฤดู ลูกเราไม่อยู่เสียแล้ว”
          พญาช้างจึงพูดปลอบใจมารดาว่า “แม่.. เชิญลุกขึ้นเถิดลูกของแม่มาแล้ว พระราชาผู้ทรงธรรมให้ปล่อยมาแล้วละ”
          นางช้างดีใจมากได้อนุโมทนาแก่พระราชาว่า “ขอให้พระองค์ทรงพระชนม์ยืนนาน เจริญรุ่งเรืองเถิดที่ได้ปล่อยลูกของข้าพระองค์คืนมา”

          ฝ่ายพระราชาทรงเลื่อมใสในพญาช้าง จึงมีรับสั่งให้ตั้งอาหารไว้เพื่อพญาช้างและมารดาเป็นประจำ ตั้งแต่วันที่ปล่อยพญาช้างไปและรับสั่งให้สร้างรูปเหมือนพญาช้างจัดงานฉลองช้างขึ้นเป็นประจำทุกปี พญาช้างเมื่อมารดาเสียชีวิตแล้วก็ได้อยู่อุปัฏฐากคณะฤๅษี ๕๐๐ ตน จนตราบเท่าชีวิต

 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  ความกตัญญูกตเวทีเลี้ยงดูมารดา บิดาเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ แม้พระราชาก็ทรงบูชาผู้นั้น

 ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำโรหิณี เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภการทะเลาะกันของพระประยูรญาติ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสธก ว่า…

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในเมืองพาราณสี มีบ้านช่างไม้ตระกูลหนึ่งประกอบรถเลี้ยงชีพ สมัยนั้น ณ ป่าหิมพานต์ มีหมีตัวหนึ่งเที่ยวหากินอิ่มแล้ว มักจะมานอนพักผ่อนที่ใต้ต้นตะคร้อใหญ่ต้นหนึ่งเป็นประจำ

          อยู่มาวันหนึ่ง ขณะที่มันกำลังนอนหลับเพลิน ๆอยู่ใต้ต้นไม่ตะคร้อนั้น ได้มีลมพัดกิ่งไม้แห่งกิ่งหนึ่งหักตกลงไปถูกคอมัน มันสะดุ้งตื่นขึ้นมาแล้วรีบวิ่งไปวิ่งมา เหลียวซ้ายแลขวาด้วยคิดว่าราชสีห์หรือเสือทำร้ายตน เมื่อไม่เห็นอะไรเหลือบไปเห็นกิ่งไม้ แห้งวางอยู่ใกล้ ๆ มันโกรธขึ้นมาทันทีที่ต้นตะคร้อทำให้มันตื่นขึ้นมามันจึงใช้เล็บตะกุยต้นตะคร้อใหญ่นั้น พร้อมตะคอกรุกขเทวดาประจำต้นไม้ว่า “ข้าไม่ได้กินใบต้นไม้ของเจ้าและก็ไม่ได้หักกิ่งเจ้าซักกะหน่อย ทีสัตว์ตัวอื่นมานอนที่ตรงนี้เจ้าไม่ได้ว่าอะไร ทีข้ามานอนเจ้ากลับซัดกิ่งไม้ใส่ข้า คอยดูสัก ๒-๓ วันเถิด ข้าจะให้เขามาขุดเจ้าทั้งรากทั้งโคนตัดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่นำไปขาย”

          หลังจากวันนั้นมันจึงเที่ยวแสวงหานายช่างไม้อยู่ ต่อมาวันหนึ่งนายช่างไม้พร้อมลูกน้อย ๒-๓ คนได้ขับเกวียนเพื่อไปตัดต้นไม้ไปถึงที่นั้น ปลดเกวียนแล้วได้ถือมีดและขวานยืนเลือกต้นไม้อยู่ใต้ต้นตะคร้อนั้น มองดูทางโน้นทางนี้อยู่ เจ้าหมีที่แอบอยู่ข้างหลังต้นไม้ได้พูดขึ้นว่า
          “สหาย.. ท่านต้องการต้นไม้หรือ”
          นายช่างพอได้ยินก็คิดแปลกใจว่าสัตว์สามารถพูดภาษามนุษย์ได้อย่างไร ไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนจึงร้องตอบว่า
          “เจ้าหมี ใช่ละไม้อะไรที่จะทำกงรถได้ดีที่สุดช่วยบอกเราด้วย”
          หมี “ไม้รัง ไม้ตะเคียน ไม้หูกวางก็ไม่มั่นคงเท่าไม้ตะคร้อหรอก”
          นายช่างไม้ “ต้นตะคร้อมีใบมีลำต้นเป็นอย่างไรเราไม่รู้จัก”
          หมี “ก็คือต้นที่ท่านยืนอยู่ใกล้ ๆ นี้เอง เป็นไม้ที่เหมาะทำรถเป็นอย่างดี” ว่าแล้วก็เดินหนีไป
          นายช่างไม้เห็นดีด้วย ตกลงใจตัดต้นตะคร้อนั้น จึงเตรียมอุปกรณ์เพื่อตัดต้นไม้ รุกขเทวดาประจำต้นตะคร้อเห็นวิมานของตนถูกทำลายโกรธแค้นหมีมาก จึงจำแลงกายเป็นนายพรานป่าเดินเข้าไปหานายช่างไม้นั้นแล้วถามว่า
          “นายช่างท่านจะตัดต้นไม้นี่ไปทำอะไร”
          นายช่างไม้ “ไปทำรถขาย”
          นายพราน “ใครบอกท่าน”
          นายช่างไม้ “หมีตัวหนึ่ง”
          นายพราน “ดีแล้วละที่หมีบอก รถไม้ของท่าน ถ้าอยากจะให้งามยิ่งขึ้นให้นำหนังหมีหุ้มด้วยนะ ก็จะงามหาที่เปรียบมิได้”
          นายช่างไม้ “ข้าพเจ้าจะได้หนังหมีจากไหน”
          นายพราน “ก็หนังหมีตัวที่บอกท่านนั้นไว ได้หนังหมีแล้วค่อยมาตัดต้นไม้ที่หลังจะดีกว่า เดี๋ยวมันจะหนีไปไกล”
          นายช่างไม้เห็นดีตามนั้นจึงได้ตามไปฆ่าหมีเอาหนังแล้วค่อยมาตัดเอาต้นตะคร้อที่หลัง ทำให้การผูกเวรซึ่งกันและกันของหมีและต้นตะคร้อมีมาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  การทะเลาะกันนำมาซึ่งความฉิบหาย

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารถพระเทศนาทัฬหธัมมนนุคคหสูตร ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นชวนหงส์ มีหงส์บริวาร ๙๐,๐๐๐ ตัว อาศัยอยู่ภูเขาจิตตกูฏ วันหนึ่ง ชวนหงส์บริวารไปกินข้าวสาลีเกิดเองในสระแห่งหนึ่งอิ่มแล้ว ตอนเย็นก็พากันบินกลับภูเขาจิตตกูฏผ่านเมืองพารณสีไป ขณะนั้นพระราชาเมืองพารณสีทอดพระเนตรเห็นชวนหงส์บินนำหน้าฝูงหงส์ไป จึงตรัสแก่อำมาตย์ว่า “หงส์ตัวนั้นคงจะเป็นราชาหงส์เช่นเดียวกับเราเป็นแน่” เกิดความรักในพญาหงส์นั้นทรงถือดอกไม้่ของหอมแล้วให้ประโคมดนตรี

          พญาหงส์เหลือบเห็นพระราชายืนทอดพระเนตรตนอยู่ จึงถามฝูงหงส์ว่า “พระราชาทรงทำสักกาะรพวกเราด้วยมีพระประสงค์อะไร” เมื่อฝูงหงส์ตอบว่า “ทรงมีพระประสงค์มิตรภาพกับพระองค์พระเจ้าข้า” ก็ทำมิตรภาพกับพระราชาแล้วก็บินหนีไป อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปสวนหลวง ฝ่ายชวนหงส์บินไปสระอโนดาต ใช้ปีกข้างหนึ่งนำน้ำ อีกข้างหนึ่งนำผงมาโปรยใส่พระราชา แล้วบินกลับภูเขาจิตตกูฏ ตั้งแต่วันนั้นมาพระราชาเฝ้าแต่คิดถึงชวนหงส์ ดำริว่า “สหายของเราจะมาวันนี้ ๆ ”

          สมัยนั้น ชวนหงส์มีน้องอีกสองตัว พวกมันปรึกษากันจะบินแข่งกับพระอาทิตย์ ถูกชวนหงส์ห้ามไว้ก็ไม่ฟัง เช้าตรู่วันหนึ่งพวกมันพากันไปจับอยู่ยอดเขายุคันธร เมื่อชวนหงส์ไม่เห็นน้องทั้งสองจึงติดตามไปที่ยอดเขายุคันธรด้วย พอดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นไปเท่านั้น หงส์ทั้งคู่ก็บินถลาขึ้นไปกับดวงอาทิตย์นั้น ชวนหงส์ก็บินไปกับน้องชายทั้ง ๒ ด้วย

          น้องเล็กบินแข่งไปได้นิดเดียวเพียงเวลาสายก็อิดโรยบินไปไม่ไหว ชวนหงส์จึงนำไปส่งไว้ที่ภูเขาจิตตกูฏมอบให้ฝูงหงส์ดูแลแล้วบินกลับไปทันน้องกลาง น้องกลางบินไปได้เวลาเที่ยงก็อิดโรยบินต่อไปไม่ไหว ชวนหงส์ก็นำเขาไปภูเขาจิตตกูฏตามเดิมขณะนั้นดวงอาทิตย์อยู่กลางฟ้าพอดี ชวนหงส์คิดอยากลองกำลังของตนเอง ใช้เวลาบินรวดเดียวไปจับที่ยอดเขายุคันธรแล้วบินรวดเดียวมาที่ดวงอาทืตย์ บินไปกับดวงอาทิตย์ บางคราวอยู่หน้า บางคราวอยู่หลังดวงอาทิตย์ เห็นว่าไม่มีประโยชน์จึงบินไปเมืองพาราณสี เพื่อไปพบพระราชา จับอยู่ที่สีหบัณชร (หน้าต่าง)

          พระราชาทราบว่าหงส์ผู้สหายมาถึงแล้ว รับสั่งให้ตั้งตั่งทองให้พญาหงส์จับและตรัสว่า “พญาหงส์ ดีใจที่ท่านมา ในพระราชวังนี้ มีสิ่งใดที่ท่านรังเกียจโปรดบอกด้วย สหาย.. มาลำพังผู้เดียวท่านไปไหนมาเล่า”

          พญาหงส์จึงเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง พระราชาต้องการทอดพระเนตรความเร็วของพญาหงส์ จึงตรัสให้พญาหงส์แสดงให้ดูพญาหงส์รับคำว่า “ถ้าแข่งความเร็วกับดวงอาทิตย์นั้นก็คงจะแสดงไม่ได้แล้วละ เพราะดวงอาทิตย์จะตกดินแล้ว ขอเชิญพระองค์ให้นายขมังธนู ๔ นายมาประชุมกันเถิด ข้าพเจ้าจักแสดงให้ดู”

          พระราชามีรับสั่งให้นายขมังธนู ๔ นายหันหน้าไปคนละทิศแล้วยิงลูกศรไปทิศทั้ง ๔ ในเวลาพร้อมกัน มีพญาหงส์จับอยู่บนยอดเสาศิลา บินตามเก็บลูกศรที่ถูกยิงออกไปทิศทั้ง ๔ พร้อมกันโดยไม่ให้ตกลงพื้นดินแม้สักลูกเดียว พญาหงส์ปล่อยลูกธนูทิ้งไว้ที่เท้าของนายขมังธนูแล้วจับบนยอดเสาศิลาตามเดิม
         พระราชาทรงชมเชยว่า “สหาย.. ความเร็วอย่างอื่นที่รวดเร็วกว่าท่านมีอยู่อีกหรือ ?” พญาหงส์ทูลว่า “อายุสังขารของสัตว์นั้นไงย่อมสิ้นสลายเร็วกว่าความเร็วของข้าพเจ้าตั้งร้อยเท่าพันทวี”
          พระราชาพอฟังจบเกิดการกลัวตายได้เป็นลมล้มหมดสติไป พวกอำมาตย์เอาน้ำสรงพระพักตร์ให้พระราชาทรงฟื้นคืนสติกลับมาพญาหงส์ให้โอวาทพระราชาว่า
         “ขอเชิญพระองค์เจริญมรณสติอย่าประมาทประพฤติธรรมเถิด”

         พระราชาอ้อนวอนให้พญาหงส์อยู่ด้วยว่า “ฉันไม่อาจจะอยู่แยกจากท่านได้ ท่านเป็นที่รักของฉัน ขอเชิญท่านอยู่ด้วยกันกับฉันเสียที่นี่เถอะ”
          พญาหงส์ “เกิดพระองค์เมาน้ำจัณฑ์รับสั่งให้ย่างข้าพเจ้าเข้าสักวันจะทำอย่างไรละ”
          พระราชา “เอาเถอะถึงฉันจะชอบดื่มน้ำจัณฑ์ เมื่อท่านเข้ามาอยู่ในวัง ฉันจะเลิกดื่มน้ำจัณฑ์ก็ได้”
          พญาหงส์ “จิตใจมนุษย์รู้ได้ยาก การอยู่ด้วยกันนานเกินไปคนรักกันก็กลายเป็นคนไม่รักกันได้ข้าพเจ้าขอลาท่านไปก่อนที่ท่านจะกลายเป็นคนไม่มีความรักในข้าพเจ้าจะดีกว่า”
          พระราชา “ถ้าไม่ได้จริง ๆ เราขอให้ท่านรับปากอย่างหนึ่ง คือ หมั่นมาหาเราที่นี่บ่อย ๆ นะ”
          พญาหงส์ “ถ้าพวกเราอยู่กันอย่างนี้พวกเราก็จะไม่มีอันตราย ข้าพเจ้ารับปากท่านว่า เราพบกันแน่ในคืนวันพรุ่งนี้กล่าวจบก็บินกลับภูเขาจิตตกูฏไป สหายทั้งสองต่างไปมาหาสู่กันจนตราบสิ้นชีวิต

 

 
 
 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  กำลังความเร็วของอายุของสรรพสัตว์รวดเร็วยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ ในโลก ขออย่าได้ประมาทเถิดท่านทั้งหลาย

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระโกกาลิกะผู้เดือดร้อนเพราะปากไม่ดี ได้ตรัสอดีตนิทานมาสธก ว่า…

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นชายหนุ่มชื่อตักการิยะ ไปศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาอยู่ในสำนักของพราหมณ์ ปุโรหิตคนหนึ่งในเมืองพาราณสี ท่านปุโรหิจเป็นคนตาเหลือง มีเขี้ยวงอกออกมา ภรรยาของท่านได้คบชู้กับคนตาเหลืองมีเขี้ยวงอกออกมาเหมือนกัน ท่านห้ามปรามภรรยาให้เลิกพฤติกรรมนั้นเสียแต่ก็ไม่เป็นผล จึงคิดหาวิธีฆ่าชายชู้นั้นได้อย่างหนึ่ง

          อยู่มาวันหนึ่งท่านเข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า “ขอเดชะมหาราชเจ้า เมืองนี้เป็นเมืองชั้นเลิศในชมพูทวีป พระองค์ก็เป็นอัครราชา แต่ประตูเมืองด้านทิศใต้สร้างไว้ไม่เป็นมงคล ต้องรื้อประตูเก่าแล้วสร้างประตูใหม่ตามมงคลฤกษ์ พระเจ้าข้า” พระราชารับสั่งให้สร้างประตูใหม่ตามนั้น

          เมื่อรื้อประตูเก่าสร้างใหม่แล้ว ท่านพราหมณ์ได้กราบทูลอีกว่า “ขอเดชะ ประตูเสร็จแล้ว พรุ่งนี้เป้นวันฤกษ์ดี ต้องทำพลีกรรมบวงสรวงประตูเชิญเทพยาดาผู้มีศักดิ์ใหญ่มาสถิต ด้วยการฆ่าพราหมณ์บริสุทธิ์คนหนึ่งผู้มีตาเหลือง มีเขี้ยวงอก นำเลือดเนื้อมาบวงสรวงแล้วนำใส่อ่างฝังไว้ใต้ประตู จึงจักเกิดสวัสดีมงคลแก่พระองค์แก่เมือง พระเจ้าข้า” พระราชารับสั่งให้ทำตามนั้น ทำให้ท่านดีใจว่า “พรุ่งนี้ละเป็นวันตายของศัตรูเรา” เมื่อกลับไปถึงบ้านแล้วก็อดที่จะพูดไม่ได้ จึงบอกภรรยาว่า “อีชั่ว ตั้งแต่นี้ไปมึงจะชมชื่นกับใครเล่า พรุ่งนี้กูก็จะฆ่าชู้มึงแล้ว
          ภรรยาเถียงว่า “เขาไม่มีความผิด จะุฆ่าเขาเพราะเหตุอะไรเล่า” ท่านตอบว่า “พระราชารับสั่งให้กูทำพลีกรรมประตูเมืองด้วยเลือดเนื้อของพราหมณ์ผู้มีเขี้ยวและตาเหลือง ชายชู้มึงมีเขี้ยวและตาเหลืองมิใช่รึ” นางจึงรับส่งข่าวไปให้ชายชู้ทราบและกำชับให้รีบหนีไปที่อื่นและชวนผู้มีลักษณะเช่นเดียวกันหนีไปด้วย ชายชู้ได้รีบหนึและส่งข่าวเลื่องลือไปทั่วเมือง เป็นเหตุให้พราหมณ์ที่มีเขี้ยวและตาเหลืองพากันหนีไปที่อื่นหมด
          ในวันรุ่งขึ้นปุโรหิตที่ไม่รู้ว่าศัตรูหนีไปแล้ว รีบเข้าเฝ้าพระราชาแต่เช้าตรู่ กราบทูลว่า “ขอเดชะ ที่โน่นมีพราหมณ์ผู้มีเขี้ยวและตาเหลืองอยู่คนหนึ่ง โปรดรับสั่งให้จับมาเถิด พระเจ้าข้า” พระราชาส่งอำมาตย์ไปให้จับเขามาทำพลีกรรม ไม่นานพวกอำมาตย์กลับมาทูลว่า “ขอเดชะ เขาหนีไปตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว พระเจ้าข้า” เมื่อรับสั่งว่า “คนอื่นๆ ละ” ก็ทูลให้ทราบว่า “คนอื่น ๆ ก็หนีไปหมดแล้ว นอกจากท่านปุโรหิต ผู้มีลักษณะนี้ไม่มีอีกเลยพระเจ้าข้า”
          พระราชา “เราไม่อาจฆ่าปุโรหิตได้”
          พวกอำมาตย์ “ขอเดชะ พระองค์ตรัสอะไรเช่นนั้น ก็ท่านอาจารย์บอกอยู่ว่า เว้นวันนี้ไปแล้วต้องรออีกหนึ่งปีจึงจะได้ฤกษ์ดี เมื่อไม่มีประตูตั้งปี จักเปิดโอกาสแก่พวกข้าศึกได้ พวกเราจำเป็นต้องฆ่าท่านปุโรหิต เพื่อรักษาฤกษ์ยามนะ พระเจ้าข้า”
          พระราชา “มีพราหมณ์อื่นที่ฉลาดเหมือนท่านปุโรหิตบ้างไหมละ”
          พวกอำมาตย์ “มีอยู่พระเจ้าข้า เขาชื่อตักการิยะ เป้นลูกศิษย์ของท่านปุโรหิตนั่นแหละ”
          พระราชารับสั่งเรียกให้เขาเข้าเฝ้าและประทานตำแหน่งปุโรหิตให้แก่เขา แล้วสั่งให้ทำตามอำมาตย์เสนอ ทหารจับมัดพราหมณ์ปุโรหิตนั้นขุดหลุมที่ตั้งประตูกั้นม่านล้อมรอบพราหมณ์ไว้พราหมณ์มองดูหลุมพลางถอนหายใจว่า “เราเป็นคนจัดแจงความพินาศแก่ตนเอง เพราะพูดมากแท้ๆ” พลางพูดกับลูกศิษย์ปุโรหิตคนใหม่ว่า “ตักการิยะ ฉันเป็นคนโง่เขลาเหมือนกบป่าเรียกงูมากินตนเอง สุดท้ายฉันจะต้องลงหลุมนี้ คนที่พูดไม่มีขอบเขตไม่ดีเลยนะ”

          ตักการิยะได้นำเรื่องในอดีตมาเล่าสู่อาจารย์ว่า “อาจารย์ท่านไม่ได้รักษาคำพูดและเกิดความทุกข์ผู้เดียวเท่านั้นก็หาไม่ คนอื่นๆ ก็เคยประสบมาแล้วเหมือนกัน กล่าวคือ ในอดีตมีหญิงโสเภณีคนหนึ่งชื่อกาลี มีน้องชายชื่อตุณฑิละ เป็นนักเลงผู้หญิง นักเลงสุราและนักเลงการพนัน พี่สาวห้ามอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อฟัง พี่สาวให้ทรัพย์ไปเท่าไรก็นำไปเที่ยวเล่นหมด วันหนึ่งเขาเล่นการพนันแพ้จำเป็นต้องขายผ้านุ่ง เอาเสื่อนุ่งมาแทนกลับมา อย่าให้อะไรเขานะ ไล่เขาออกไปจากบ้านไป” เมื่อเขาเข้าบ้านไม่ได้ก็ยืนร้องไห้อยู่หน้าประตูบ้านนั้นแหละ มีลูกเศษฐีคนหนึ่ง จะมาเที่ยวหญิงโสเภณีคนนี้เป็นประจำ วันนั้นเขามาเที่ยวเช่นเคยเห็นนายตุณฑิละยืนร้องไห้อยู่จึงถามดู เมื่อทราบสาเหตุแล้วก็รับปากว่าจะพูดกับพี่สาวให้ เมื่อเขาบอกนางแล้วนางกลับตอบว่า “ถ้าคุณสงสารมันก็ให้เงินมันไปซิ”
          สมัยนั้น ในบ้านโสเภณีมีธรรมเนียมอยู่ว่า เมื่อได้รับเงิน ๑,๐๐๐ บาท จะเป็นของหญิงโสเภณี ๕๐๐ บาท อีก ๕๐๐ บาทจะเป็นค่าผ้าและเครื่องประดับ ชายที่มาเที่ยวจะนุ่งผ้าประจำบ้านนั้นทั้งคืน เมื่อจะกลับจึงจะนุ่งผ้าของตน ลูกชายเศรษฐีเมื่อผลัดผ้าประจำบ้านโสเภณีแล้ว กำลังอยู่ในอาการเมาจึงเอ่ยปากยกเสื้อผ้าของตนให้นายตุณฑิละไปพร้อมกับคุยโวว่า “แค่เสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นก็ทำเป็นหวงไปได้” นางกาลีจึงสั่งคนรับใช้ว่า “เวลาลูกชายเศรษฐีจะกลับก็จงช่วยกันแย่งเสื้อผ้าเขาไว้นะ ค่อยให้เขากลับ” ตกลงวันนั้นลูกชายเศรษฐีต้องเดินเปลือยกายกลับบ้านไป พร้อมกับรอยยิ้มของคนผู้พบเห็น เขาประสบกับความอับอายเพราะคำพูดของเขาแท้ๆ

          อีกเรื่องหนึ่งมีแพะสองตัวกำลังขวิดกันอยู่อย่างเมามันนกตัวหนึ่งบินมาร้องห้ามอยู่ใกล้ ๆ “ลุงอย่าขวิดกันเลยนะ เดี๋ยวหัวของพวกท่านจะแตกตายดอก” ร้องห้ามเท่าไร แพะทั้งสองก็ไม่ฟัง จึงร้องไปด้วยความโมโหว่า “ถ้าอย่างนั้น ก็ฆ่ากูเสียก่อนค่อยขวิดกัน” ว่าแล้วกระโดดเข้าไประหว่างเขาแพะทั้งสองตัวมันจึงถูกบดร่างแหลกไม่มีชิ้นดี นกนี่ก็ตายเพราะปากอีก

          อีกเรื่องหนึ่ง เด็กเลี้ยงวัวกลุ่มหนึ่งเห็นผลตาลต้นหนึ่งจึงปีนขึ้นไปเก็บ ขณะกำลังปลิดผลตามทิ้งลงมาอยู่นั้นเอง มีงูเห่าตัวหนึ่งเลื้อยขึ้นต้นตาลนั้นไป พวกเด็กที่ยืนอยู่ข้างล่างพยายามไล่งูแล้วแต่ก็ห้ามไม่ได้จึงร้องตะโกนบอกพวกที่อยู่บนต้นตาลๆ กระโดดลงมาเร็ว ๆ” พร้อมกับจับผ้านุ่งผืนหนึ่งคนละมุม พวกขึ้นต้นตาลจึงทิ้งตัวลงตรงกลางผ้าผืนนั้น เป็นเหตุให้เด็ก ๔ คนที่จับผ้าไว้หัวชนกันแตกตาย พวกนี้ก็ตายเพราะปากเหมือนกัน

          อีกเรื่องหนึ่ง มีพวกโจรกลุ่มหนึ่งขโมยแพะได้ตัวหนึ่งในเวลากลางคืนแล้วจับมัดปากผูกไว้ที่ป่าไผ่แห่งหนึ่ง รุ่งขึ้นจึงชวนกันไปฆ่ามัน แต่ทุกคนกลับลืมนำเอามีดไปด้วย จึงพากันพูดว่า “บุญของมันยังมีอยู่ ปล่อยมันไปซะ” บังเอิญว่าเมื่อวานนีช่างสานคนหนึ่งตัดไม้ไผ่แล้ว คิดว่าจะมาตัดอีกในอีก ๒ วัน จึงซุกมีดไว้ในกอไผ่นั้น แพะพอถูกปล่อยก็ดีใจไม่รีบหนีไปดีดเท่าหลังคะนองเล่นอยู่ เท้าได้ไปดีดเอาด้ามมีดโผล่ออกมา โจรเห็นมีดแล้วก็ช่วยกันฆ่าแพะนั้นเป็นอาหาร แพะตัวนี้ตายเพราะตนเองเหมือนกัน

          อีกเรื่องหนึ่ง มีนายพรานคนหนึ่งจับกินนรผัวเมียคู่หนึ่งได้แล้วนำไปถวายพระราชา พร้อมทูลว่า “ขอเดชะ พวกนี้ร้องเพลงไพเรา ฟ้อนรำก็สวยงาม พวกมนุษย์ทำไม่ได้เหมือนเลยพระเจ้าข้า” พระราชาพอพระทัย ประทานรางวัลเป็นอันมากแก่นายพรานพร้อมตรัสกะกินนรทั้งคู่ว่า “พวกเจ้าจงร้องรำให้ดูสิ”กินนรเกรงจะร้องเพลงไม่ถูกต้องจะเป็นคำมุสาวาทจึงไม่ร้องรำพระราชาตรัสซ้าและซ้ำเล่าทรงกริ้วตวาดว่า “ทหาร..นำสัตว์พวกนี้ไปย่างเป็นอาหารมื้อเย็น ตัวหนึ่ง เป็นอาหารมื้อเช้าตัวหนึ่งเลี้ยงไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร” นางกินนรีทราบว่าพระราชากริ้วแล้วจึงพูดขึ้นว่า “กินนรรังเกียจคำไม่ดีจึงไม่พูด ที่นิ่งเฉยนั้นมิใช่เพราะโง่เขลาดอก” พระราชาตรัสว่า “กินนรีตัวนี้พูดได้แล้ว ทหาร..จงนำมันไปปล่อยให้ถึงป่าที่อยู่เดิม ส่วนเกินนรตัวนั้นนำมันไปส่งโรงครัว ย่างมันเป้นอาหารเช้าในวันพรุ่งนี้” ฝ่ายกินนรเห็นว่าตัวเองต้องตายแน่จึงพูดขึ้นว่า “มหาราชเจ้า ฝูงปศุสัตว์พึ่งฝน ประชาชนพึ่งปศุสัตว์ พระองค์เป็นที่พึ่งของข้าพระบาท ภรรยาเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์ ภรรยาเมื่อทราบว่าสามีตายแล้วค่อยไปภูเขา ที่ข้าพระบาทไม่พูดมิใช่จะขัดพระดำรัส แต่เพราะเห็นโทษของการพูดมาก จึงมิได้พูด พระเจ้าข้า” พระราชาทรงโสมนัสว่ากินนรตัวนี้เป็นบัณฑิตกล่าวถูกต้อง จึงรับสั่งให้นายพรานนำพวกมันกลับไปปล่อยยังที่อยู่ตามเดิม

          ตักการิยะเมื่อนำเรื่องมาเปรียบเทียบแล้วพูดปลอบอาจารย์ว่า “อาจารย์ครับ กินนรทั้งคู่รักษาคำพูดของตนไว้และรอดชีวิตได้เพราะคำพูด ส่วนท่านมีความทุกข์เพราะคำพูด ท่านอย่ากลัวไปเลยผมจะให้ชีวิตท่านเอง” แล้วก็บอกพวกอำมาตย์ว่ายังไม่ได้ฤกษ์รอให้ถึง ๓ ทุ่มก่อนฤกษ์ถึงจะดี จึงให้คนนำแพะตายตัวหนึ่งมาแทนที่พราหมณ์ แล้วประกอบพิธีบวงสรวงสร้างประตูในวันนั้น และได้ปล่อยพราหมณ์ปุโรหิตให้หนีไปอยู่ที่อื่น

 

 
 
 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปากมีสี ควรพูดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และไพเราะเท่านั้น

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภภิกษุผู้เลี้ยงโยมหญิงอุปัฏฐากรูปหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อสาลินทิยะ ในเมืองราชคฤห์ โกลิยพราหมณ์มีไร่ข้าวสาลีประมาณ ๑,๐๐๐ ไร่ มอบให้ลูกจ้างกั้นรั้วดูแลรักษาอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน ในที่ไม่ไกลจากไร่นั้น ภูเขาลูกหนึ่งไป มีป่างิ้วใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญานกแขกเต้ามีบริวารหลายร้อยตัวอาศัยอยู่ในป่างิ้วนั้น พญานกแขกเต้ามีพ่อแม่ที่แก่เฒ่าอยู่คู่หนึ่งเมื่อพาบริวารออกหากินอิ่มแล้ว ก็จะคาบอาหารกลับมาให้พ่อแม่กินด้วยเป็นประจำ

          อยู่มาวันหนึ่ง พวกนกแขกเต้าบอกว่า “ปีก่อนฤดูนี้ชาวบ้านจะปลูกข้าวสาลีไว้ที่ไร่ฝั่งโน้น ปีนี้จะยังทำอยู่หรือไม่หนอ” พญานกแขกเต้าจึงใช้ให้นกแขกเต้า ๒ ตัวไปสืบดูก่อน ไม่นานนักนก ๒ ตัวนั้นกลับมาพร้อมกับรวงข้าวสาลีพร้อมกับรายงานว่ามีข้าวสาลีอยู่เต็มไร่

          วันรุ่งขึ้น พญานกแขกเต้าจึงพาบริวารบินไปลงกินข้าวสาลีในไร่นั้น คนเฝ้าไร่พยายามวิ่งไล่นกให้หนีไปก็ทำไม่สำเร็จ พญานกแขกเต้ากินอิ่มแล้ว ก็คาบรวงข้าวสาลีไปด้วย ตั้งแต่วันนั้นมานกแขกเต้าก็พากันลงกินข้าวสาลีในไร่นั้นเป็นประจำ จนข้าวสาลีถูกทำลายไปเป็นไร่ คนเฝ้าไร่จึงนำเรื่องไปบอกโกลิยพราหมณ์ให้ทราบว่า “เจ้านาย..ผมไล่มันไม่ไหวแล้วละ ขอคืนไร่ให้ท่านจ้างคนอื่นไปดูแลแทน นกแขกเต้านับร้อยตัว มีนกแขกเต้าคอแดงเท้าแดงตัวหนึ่งนำมา เมื่อขากลับมันยังคาบข้าวสาลีไปอีกด้วย” “เจ้าสามารถจับมันเป็นๆ ได้ไหมล่ะ” เมื่อเขารับคำว่า “ได้ขอรับ” จึงบอกว่า “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องออกละ ความเสียหายของข้าวสาลีข้าไม่ว่า ขอเพียงเจ้าจับมันมาให้ได้ก็แล้วกัน”

          คนเฝ้าไร่รับคำแล้วสบายใจที่เจ้านายไม่ด่าว่า จึงทำบ่วงดักไว้แต่เช้าตรู่แล้วเข้ากระท่อมแอบดูอยู่ ไม่นานพญานกแขกเต้าก็พาบริวารมาลงกินข้าวสาลีเช่นเคยและได้ติดบ่วงที่เขาดักไว้ตั้งแต่แรกลงแต่ก็ต้องอดทนไว้ไม่ร้องอะไรออกมาด้วยเกรงว่าบริวารจะแตกตื่นไม่ได้กินข้าว พอรู้ว่านกทุกตัวกินอิ่มแล้วจึงร้องขึ้น ๓ ครั้ง ฝูงนกได้แตกตื่นบินหนีขึ้นไป ทิ้งไว้แต่พญานกแขกเต้าตัวเดียว

          คนเฝ้าสวนพอได้ยินเสียงนกแขกแตกตื่นขึ้น ออกจากกระท่อมมาดูเห็นพญานกแขกเต้าติดบ่วงของตน ก็ดีใจจับมัดขาแล้วนำไปให้พราหมณ์ผู้เป็นเจ้าของไร่

          โกลิยพราหมณ์จับพญานกแขกเต้าด้วยสองมือวางไว้บนตักด้วยความเอ็นดูถามมันว่า “เจ้านกแขกเต้า ท้องของเจ้าคงจะใหญ่กว่านกตัวอื่นกระมัง เจ้าจึงคาบข้าวสาลีข้าไปมากมาย เจ้าทำฉางข้าวไว้ที่ป่างิ้ว หรือว่าเจ้ากับเรามีเวรแก่กัน”
          พญานกแขกเต้าพูดเป็นภาษามนุษย์ที่ไพเราะว่า “ข้าพเจ้ากับท่านไม่ได้มีเวรแก่กัน ฉางของข้าพเจ้าก็ไม่มี ข้าพเจ้านำข้าวสาลีไปเพื่อเปลื้องหนี้ีเก่า ให้เขากู้หนี้ใหม่ แล้วฝังขุมทรัพย์ไว้”
          พราหมณ์ “การเปลื้องหนี้เก่า กู้หนี้และวิธีฝังขุมทรัพย์ของท่านเป็นอย่างไร?”
          พญานกแขกเต้า “ข้าพเจ้านำข้าวสาลีไปมอบให้บิดามารดาผู้แก่เฒ่าเพื่อเปลื้องหนี้เก่าที่ท่านเลี้ยงข้าพเจ้ามา มอบข้าวสาลีให้ลูกน้อยเพื่อกู้หนี้เมื่อเขาเติบโตแล้วจะได้เลี้ยงข้าพเจ้าตอบ และให้แก่นกผู้พิการทุพพลภาพออกไปหากินไม่ได้ บุญที่ให้ข้าวสาลีแก่นกเหล่านั้น เป็นการฝังขุนทรัพย์ไว้”
          พราหมณ์พอฟังจบแล้วมีจิตเลื่อมใสยิ่งนักจึงพูดว่า “เจ้าดีจริง ๆ เป็นนกมีคุณธรรม ยอดกตัญญู มนุษย์บางคนยังไม่มีคุณธรรมเหมือนกับเจ้าเลย ข้าขอยกข้าวสาลีทั้งหมดให้เจ้าและพวกญาติได้กินเป็นอาหารอย่างเพียงพอเลยนะ” ว่าแล้วก็แก้เชือกที่ขาพญานกแขกเต้าทาน้ำมันให้แล้วนำข้าวคลุกน้ำผึ้งมาเลี้ยงพญานกนั้น

          พญานกแขกเต้าให้โอวาทพราหมณ์ว่า “พราหมณ์ ขอท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ให้ทานเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าเถิด” กล่าวจบก็คืนไร่ข้าสาลีแก่พราหมณ์ ขอรับไว้เพียง ๘ ไร่เท่านั้นแล้วบินกลับคืนป่างิ้วไป

          เมื่อกลับถึงป่างิ้วพญานกแขกเต้ารับวางรวงข้าวสาลีไว้ต่อหน้าบิดามารดาผู้ลุกขึ้นหัวเราะยินดีได้ทั้งน้ำตานองหน้า ฝูงนกแขกเต้าต่างเข้ามาแสดงความยินดีได้ทั้งน้ำตานองหน้า ฝูกนกแขกเต้าต่างเข้ามาแสดงความยินดีด้วยและถามเป็นเสียงเดียวกันว่า “ท่านรอดมาได้อย่างไร ? ขอรับนาย” พญานกแขกเต้าจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฝูกนกฟัง

          ฝ่ายโกลิยพราหมณ์ก็ตั้งอยู่ในโอวาทของพญานกแขกเต้าตั้งโรงบริจากทานแก่สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมและผู้ยากจนทั่วไปประพฤติธรรมจนตราบสิ้นชีวิต

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  บุตรธิดาควรเลี้ยงดูบิดามารดายามแก่ชรา เพื่อปลดเปลื้องหนี้ที่ตนเคยได้รับการเลี้ยงดูจากท่านในวัยเด็ก

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภอุบาสกผู้ผูกมิตรคนหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธ ว่า…

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวบ้านกลุ่มหนี่งประกอบอาชีพล่าสัตว์ พอทราบว่าป่าใดมีสัตว์มากก็จะพากันตั้งแค้มป์พักอยู่ใกล้ป่านั้นล่าสัตว์ อยู่ต่อมาได้พากันไปล่าสัตว์ในป่าแห่งหนึ่งในป่านั้นล่าสัตว์ อยู่ต่อมาได้พากันไปล่าสัตว์ในป่าแห่งหนึ่ง ในป่านั้นมีสระเกิดเองโดยธรรมชาติสระหนึ่ง มีสัตว์ ๔ ชนิดอาศัยอยู่รอบสระ ด้านขวามือของสระมีเหยี่ยว ๒ ผัวเมียอาศียอยู่ ด้านเนือมีราชสีห์ ด้านตะวันออกมีพญานกออก (นกเหยี่ยวขนาดใหญ่ชนิดหนี่ง ชอบหากินปลาในทะเล) และในสระมีเต่าอาศัยอยู่ สมัยนั้นพระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์

          วันหนึ่งเหยี่ยวสามีได้ปรึกษาภรรยาว่า “นี่น้อง..เราควรจะมีลูกน้อยได้แล้วละ” ภรรยากล่าวว่า “พี่.. เรายังไม่มีมิตรสักคนเลย ถ้าเกิดภัยอันตรายขึ้นมา เราจะไปพึ่งใคร ก่อนแต่จะมีลูกน้อย น้องว่าเราควรจะเข้าไปผูกมิตรกับสัตว์อีก ๓ ตัวนั้นก่อน” สามีเห็นดีด้วยเมื่อผูกมิตรกับสัตว์ทั้ง ๓ ตัวแล้ว จึงไปทำรังอยู่ที่ต้นกระทุ่มต้นหนึ่งข้างสระน้ำนั้น ไม่นานก็มีลูกน้อย ๒ ตัว

          อยู่มาวันหนึ่ง พวกชาวบ้านกลุ่มนั้นพากันตระเวนล่าสัตว์ป่าตลอดวันไม่ได้สัตว์อะไรสักตัวเลยปรึกษากันว่า “เมื่อไม่ได้อะไรพวกเราก็พักอยู่ในป่านี่แหละ ได้อะไรแล้วค่อยกลับคืนบ้าน” ตกลงพักค้างคืนใต้ต้นกระทุ่มต้นนั้น เมื่อมียุงมารุมกัดพวกเขาจึงก่อกองไฟขึ้น ควันไฟได้รมลูกนกเหยี่ยวมันจึงพากันร้อง พวกเขาจึงพูดกันว่า “เสียงลูกนกนี่ หาอะไรไม่ได้ทั้งวันหิวจนตาลายอยู่แล้ว มัดคบเพลิงเร็ว จะขึ้นไปนำมันลงมาปิ้งกัน” แม่เหยี่ยวพอลูกส่งเสียงร้องก็ทราบว่ามีภัยอันตรายแล้ว จึงรีบบินบอกสามีให้ไปขอความช่วยเหรือจากพญานกออก

          พญานกออกยินดีช่วยเหลือได้บินไปจับอยู่ที่ต้นไม้ต้นหนึ่งที่อยู่ข้างเคียง พอชาวบ้านคนหนึ่งถือคบเพลิงปีนขึ้นต้นไม้ใกล้จะถึงรังนกเหยี่ยว มันก็รีบบินลงในสระน้ำนำมาดับคบเพลิง คนนั้นก็จะลงมาจุดคบเพลิงและปีนขึ้นไปใหม่ ใกล้จะถึงรังนกเหยี่ยวก็ถูกพญานกออกดับคบเพลิงอีก เป็นอยู่ลักษณะเช่นนี้จนถึงเที่ยงคืน พญานกออกเหน็ดเหนื่อยจนตาแดงก่ำ เหยี่ยวเห็นพญานกออกเหน็ดเหนื่อมากแล้วจึงขอบคุณและให้กลับไปพักผ่อนส่วนตนรีบขอความช่วยเหลือจากเต่า เต่าใหญ่ขึ้นมาจากสระน้ำนำเปลือกตมและสาหร่ายขึ้นไปดับกองไฟ แล้วหมอบอยู่

          พวกชาวบ้านเห็นเต่าใหญ่ขึ้นมาจากสระน้ำมาดับไฟก็พากันหันมาจับเต่าแทน ช่วยกันดึงเถาวัลย์ และแก้ผ้านุ่งผูกเต่าดึงไว้กลับถูกเต่าใหญ่ลากลงสระน้ำไป ต่างคนก็สะบักสบอมได้กินน้ำจนพุงกาง ขึ้นจากสระน้ำแล้วพากนบ่นพึมพำว่า “พวกเราเหวย ..นกออกคอยดับคบเพลิงเราตั้งครึ่งคืน คราวนี้โดนเต่าใหญ่ลากลงน้ำได้กินน้ำจนพุงกาง ก่อไฟขึ้นใหม่เถอะเรา เมื่ออรุณขึ้นแล้วค่อยกินลูกเหยี่ยวก็ได้” ว่าแล้วกากันเก็บฟืนมาก่อไฟขึ้นใหม่

          ส่วนเหยี่ยว ๒ ผัวเมียหารือกันว่า “คงจะต้องถึงเวลาไปขอความช่วยเหลือจากท่านราชสีห์แล้วละทีนี้” เหยี่ยวสามีจึงไปขอความช่วยเหลือจากท่านราชสีห์ ราชสีห์รับคำแล้วเดินไปที่กองไฟของพวกชาวบ้าน พวกเขาพอเห็นราชสีห์เดินมาต่างก็พากันกลัวตายร้องเสียงหลงว่า “ครั้งแรกนกออกคอยดับคบเพลิง เต่าใหญ่มาทำให้พวกเราผ้าเปียก คราวนี้ราชสีห์จักมาเอาชีวิตพวกเราแล้วต่างพากันแตกตื่นวิ่งหนีกระเจิงไป

          ราชสีห์เดินไปใต้ต้นกระทุ่มไม่เห็นมีใครหลงเหลืออยู่เลย ไม่นานเหยี่ยว พญานกออก และเต่าก็เข้ามาหา ราชสีห์จึงให้โอวาทว่า ” ต่อแต่นี้ไป สูเจ้าทั้งหลายอย่าทำลายมิตรธรรม อยู่อย่างไม่ประมาทเถิด” แล้วก็กลับที่อยู่ของตน สัตว์ต่าง ๆ ก็แยกย้ายกลับที่อยู่ของตนไป แม่เหยี่ยวมองดูลูกน้อยของตนแล้วพูดขึ้นว่า “เพราะอาศัยมิตรแท้ ๆ เราจึงรักษาลูกๆ ไว้ได้” แล้วจึงกล่าวเป็นคาถาว่า

          ”บุคคลพึงคบมิตรสหายและเจ้านายไว้ เพื่อได้รับความสุข เรากำจัดศัตรูได้ด้วยกำลังแห่งมิตร เป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยบุตรทั้งหลาย บันเทิงอยู่ เหมือนเกราะที่บุคคลสวมแล้วป้องกันลูกศรทั้งหลายได้ฉะนั้น”

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : มิตรแท้สามารถช่วยเหลือในยามทุกข์ยามลำบากได้





© 2007 นิทานชาดก | iKon Wordpress Theme by Windows Vista Administration | Powered by Wordpress
XHTML CSS RSS