Warning: include_once(/home/whitemed/public_html/images/stories/wmc_picture/kko.gif) [function.include-once]: failed to open stream: No such file or directory in /home/whitemed/public_html/xn--12cr4akjb8ocn/wp-settings.php(660) : eval()'d code on line 1

Warning: include_once() [function.include]: Failed opening '/home/whitemed/public_html/images/stories/wmc_picture/kko.gif' for inclusion (include_path='.:/usr/lib/php:/usr/local/lib/php') in /home/whitemed/public_html/xn--12cr4akjb8ocn/wp-settings.php(660) : eval()'d code on line 1
นิทานชาดก

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระเจ้าพรหมทัตได้ส่งพระราชโอรส คือ เจ้าชายพรหมทัตตกุมาร ไปเรียนวิชาศิลปวิทยากับอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ที่เมืองตักศิลา อยู่มาวันหนึ่งพระราชโอรส เกิดคึกคะนองลำพองใจถือตัวว่าเป็นลูกกษัตริย์ ไปหยิบเมล็ดงาของชาวบ้านคนหนึ่งที่ตากไว้มากินเล่น จนชาวบ้านทนไม่ไหวไปฟ้องอาจารย์ทิศาปาโมกข์ อาจารย์จึงรีบจัดการชดใช้ค่าเสียหายแก่เจ้าของเมล็ดงา แล้วให้ศิษย์ในสำนักจับตัวเจ้าชายพรหมทัต มาทำการเฆี่ยนตีต่อหน้าทันที

เจ้าชายพรหมทัตตกุมารทั้งเจ็บทั้งอายคิดพยาบาทว่าถ้าวันใดได้เป็นพระราชาจะจับตัวอาจ
ารย์คนนี้มาประหารชีวิตให้ได้ หลายปีผ่านมาเมื่อพระองค์ได้เป็นพระเจ้าพรหมทัตองค์ต่อไป จึงได้พยายามวางแผนส่งทูตไปเชิญอาจารย์ทิศาปาโมกข์ให้มาเยี่ยมพระองค์ แต่อาจารย์รู้เท่าทันไม่ยอมมาตามคำเชิญ รอจนกระทั่งพระราชามีอายุได้สามสิบกว่าๆ อาจารย์ทิศาปาโมกข์จึงได้มาเยี่ยมตามคำเชิญ เพราะเห็นว่าพระราชาทรงมีความเป็นผู้ใหญ่พอแล้ว

พระราชาพอเห็นอาจารย์ของตนเองเท่านั้นนัยน์ตาก็แดงก่ำด้วยความพิโรธ ตรัสว่าพระองค์จะแก้แค้นที่อาจารย์เคยเฆี่ยนตีพระองค์ต่อหน้าผู้คนในคราวนั้น พระอาจารย์เลยตอบว่า การที่ตนทำไปเช่นนั้นเป็นการสั่งสอน ไม่ใช่เป็นการก่อเวร เพราะถ้าตนไม่ทำเช่นนั้น ต่อไปภายหน้าพระองค์จะลักขโมยเรื่อยๆ ไป ต่อไปก็จะมีนิสัยกลายเป็นโจร และจะทำการฆ่าผู้คนที่ขัดขวาง ผลสุดท้ายก็คือจะได้รับภัยคือ อาญาแผ่นดิน หากเป็นเช่นนั้นพระองค์คงจะไม่ได้มีโอกาสเป็นพระเจ้าแผ่นดินดังเช่นทุกวันนี้อย่างแน
่นอน

บรรดาอำมาตย์ทั้งหลาย เมื่อได้ยินดังนั้นต่างก็กล่าวรับรองคำพูดของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ว่าเป็นความจริง พระราชาได้ฟังดังนั้นจึงเกิดสำนึกในบุญคุณแต่งตั้งอาจารย์ทิศาปาโมกข์เป็นปุโรหิต ให้ความเคารพเชื่อฟังดุจบิดา เลี้ยงดูบุตรและภรรยาของอาจารย์เป็นอย่างดี ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

สิงหาคม 10th, 2009นิทานชาดก : เทวธรรม

…………..หิริโอตตัปปะสัมปันนา..สุกกะธัมมะสะมาหิตา

…………..สัมโต สัปปุริสา โลเก ..เทวะธัมมาติ วุจจะเร ฯ

ในอดีตกาล มีพระราชาพระองค์หนึ่ง พระนามว่า พรหมทัต ครองราชย์อยู่นครพาราณสี ในแคว้นกาสี

เมื่อพระอัครมเหสีประสูติพระโอรส พระญาติทั้งหลายได้ตั้งพระนามว่า มหิสสาสกุมาร ครั้นเติบโตเจริญวัย จนทรงวิ่งเล่นได้ พระโอรสองค์ที่สอง
ก็ประสูติตามมา

มีพระนามว่า จันทกุมาร แต่เมื่อพระจันทกุมารโตขึ้น ถึงวัยวิ่งเล่นได้แล้ว พระมารดาก็สวรรคต พระเจ้าพรหมทัต จึงทรงแต่งตั้งพระสนมอื่น เป็นอัครมเหสีแทน

พระอัครมเหสีองค์ใหม่เป็นที่รักที่โปรดปรานของพระราชามาก กระทั่งต่อพระอัครมเหสี ทรงประสูติพระโอรส มีพระนามว่า สุริยกุมาร สร้างความมีพระทัยยินดี แก่พระราชายิ่งนัก ถึงกับตรัสว่า

“นางผู้เจริญ เราให้พรแก่บุตรของเธอเอาไว้ ว่าจะขอสิ่งใดก็ได้ เราจะให้ตามนั้น”

พระเทวีทรงเก็บพรนั้นเอาไว้ หมายจะใช้ในเวลาที่ต้องการ กาลเวลายาวนานผ่านไป… พระนางทรงรอ จนพระโอรสเติบใหญ่แล้ว จึงกราบทูลพระราชา

“ข้าแต่สมมุติเทพ คราวที่พระโอรสของหม่อมฉันประสูติ พระองค์ทรงประทานพรไว้ บัดนี้ขอพระองค์ จงประทานราชสมบัติ แก่โอรสของหม่อมฉันเถิด”

พระราชาถึงกับตกพระทัย ด้วยความคาดไม่ถึง ทรงห้ามว่า

“พระโอรสอีกสองพระองค์ของเรา ยังสว่างไสวรุ่งเรืองอยู่ดังแสงเพลิง เราจะมอบ ราชสมบัติ แก่โอรสของเธอได้อย่างไรกัน”

แต่พระนางทรงไม่ยอม เฝ้ารบเร้าอ้อนวอนอยู่บ่อยๆ ทำให้พระราชาทรงดำริว่า

“พระนางอาจคิดร้ายเกิดขึ้น กระทำชั่วหยาบแก่โอรสทั้งสองของเราก็เป็นได้”

จึงรีบสั่งเรียกเฉพาะพระโอรสทั้งสองมา แล้วตรัสว่า

“ลูกรักทั้งสอง คราวที่น้องสุริยะของพวกเจ้าประสูติ พ่อได้ให้พรแก่พระเทวีไว้ บัดนี้พระเทวี ทูลขอราชสมบัติ แก่น้องของพวกเจ้า แม้พ่อไม่ประสงค์จะยกให้ แต่ธรรมดาของหญิงผู้ริษยานั้น

อาจคิดหยาบช้าแก่พวกเจ้าได้ ฉะนั้น เจ้าทั้งสองจงหลบ ออกจากพระนคร แล้วเข้าไปอาศัย ในป่าก่อน ต่อเมื่อพ่อสวรรคตไปแล้ว เจ้าค่อยกลับมา ครองราชสมบัติเถิด”

ตรัสแล้วก็ทรงกันแสง คร่ำครวญ โอบกอดพระโอรสทั้งสองไว้ แล้วทรงส่งตัวท ั้งสองออกไป

ขณะนั้นเอง…สุริยกุมารประทับอยู่ที่ลานหลวงได้เห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เมื่อพระโอรส ผู้พี่ทั้งสอง ถวายบังคมพระราชบิดา แล้วลงไปจากปราสาท จึงคิดว่า

“แม้เราก็จะไปกับเจ้าพี่ ทั้งสองด้วย เพราะเราไม่ปรารถนาจะครองราชสมบัติ”

ดังนั้น ได้ขอติดตามไปด้วย พระโอรสทั้งสาม จึงพากันเสด็จเข้าไป สู่ป่าหิมพานต์ กระทั่ง ถึงที่พัก ใกล้ริมสระน้ำแห่งหนึ่ง

มหิสสาสกุมาร แวะประทับนั่ง ที่โคนไม้ เรียกสุริยกุมาร เข้ามากล่าวว่า

“น้องสุริยะ เจ้าจงไปที่สระน้ำนั้น เมื่อดื่มน้ำแล้วจงเอาใบบัวห่อน้ำมาให้เราทั้งสองด้วย”

ก็สระน้ำนั้นเอง… เป็นสระที่มียักษ์ผีเสื้อน้ำตนหนึ่งอาศัยอยู่ยักษ์นี้ ได้พรจากท้าวเวสวัณ

(จอมยักษ์ที่ปกครอง ทางทิศเหนือ) ประทานให้ว่า

“เจ้าจะจับมนุษย์กินได้ทุกคน ที่ลงสระน้ำนี้ ยกเว้นคนที่รู้เทวธรรม (ธรรมะของเทวดา) เจ้าห้ามกิน เด็ดขาด”

ตั้งแต่ได้พรมา ๑๒ ปีแล้วที่ยักษ์ผีเสื้อน้ำตนนี้ถามเทวธรรม กับคนที่ลงสระ และกินคน ที่ไม่รู้จัก เทวธรรมทุกคน

ครั้นสุริยกุมารไปถึงสระน้ำนั้น ไม่ได้พิจารณาอะไรนัก พอเห็นน้ำใสสะอาด ก็อยากลงน้ำเล่น ให้เย็นสบาย จึงก้าวลงไปในสระ…

ทันทีทันใดนั้น ยักษ์ก็ตรงเข้าจับสุริยกุมารเอาไว้ แล้วถามว่า

“เจ้ารู้จักเทวธรรมหรือไม่”

สุริยกุมารก็ตกใจกลัว แต่พอได้สติก็ตอบว่

“รู้สิ! พระจันทร์และพระอาทิตย์ชื่อว่า เทวธรรม”

ยักษ์นึกขำชอบใจพร้อมกับหัวเรา

“ฮ่า…ฮ่า…เจ้าไม่รู้จักเทวธรรมเลย”

แล้วจับตัวสุริยกุมาร ดำน้ำลงไป ขังไว้ในที่อยู่ของตน ฝ่ายมหิสสาสกุมาร ไม่เห็นน้อง กลับมา สักที จึงส่งจันทกุมารไปอีกคน แต่ก็โดนยักษ์จับตัวไว้อีก ถูกถามว่า

“เจ้ารู้จักเทวธรรมไหม”

“ทำไมจะไม่รู้ล่ะ ทิศทั้ง ๔ นั่นแหละ คือเทวธรรม”

“ฮ่า…ฮ่า…ลาภปากของเราจริงหนอวันนี้ เจ้าไม่รู้จักเทวธรรมสักหน่อย”

แล้วก็เอาตัว จันทกุมาร ไปขังไว้อีกคน

เมื่อมหิสสาสกุมารเห็นว่าน้องทั้งสองหายไปนาน จึงฉุกใจคิดขึ้นมา

“อันตรายอาจเกิดขึ้นแก่น้องของเรา”

จึงเสด็จไปที่สระน้ำนั้น แล้วพิจารณาตรวจตราดูสถานที่ เห็นมีแต่รอยเท้าลงน้ำ ของพระอนุชา ทั้งสอง แต่ไม่มีรอยเท้าขึ้นจากน้ำเลย จึงดำริว่า

“สระนี้คงเป็นสระที่มีอันตรายแฝงเร้นอยู่เป็นแน่”

ทรงชักพระขรรค์ออกมาทันที พร้อมกับอีกมือ ถือธนูยืนสังเกตอยู่ ฝ่ายผีเสื้อน้ำ แอบดูอยู่ เห็นพระกุมาร ไม่ยอมลงในน้ำ จึงแปลงตัวเป็นชาวบ้านป่า

เดินลัดเลาะมาตามริมสระ แล้วทำที ทักทายพระกุมารว่า

“ท่านผู้เจริญ ท่านคงเดินทางมาเหน็ดเหนื่อย กว่าจะถึงที่นี้ ก็แล้วเหตุใดเล่า จึงไม่ลงสระน้ำ ใสสะอาด ทั้งอาบทั้งดื่ม ทั้งกินเหง้าบัว ให้เป็นที่สุขสำราญใจ”

แต่มหิสสาสกุมารทรงไม่ไว้วางใจ ในชาวบ้านป่านี้ จึงเอ่ยออกไปว่

“ท่านจับตัวน้องชายของเราไปใช่หรือไม่”

ยักษ์เห็นว่าคงหลอกลวง ไม่สำเร็จแน่ จึงตอบรับตามจริงว่า

“ข้าเป็นยักษ์ ข้าจับไปเอง”

“ก็แล้วเพราะสาเหตุใดกัน”

“เราย่อมมีสิทธิ์จับมนุษย์ทุกคน ที่ลงสู่สระน้ำนี้เอาไว้กิน”

พระกุมารทรงหาทางแก้ไขเหตุการณ์ รีบตรัสถามว่า

“โดยไม่มีข้อแม้ใดๆ เลยหรือ”

ยักษ์หัวร่อภาคภูมิใจ แล้วบอกข้อแม้ออกไป

“ยกเว้นคนที่รู้จักเทวธรรมเท่านั้น”

พระกุมารรู้สึกดีพระทัยขึ้นมาทันที ตรัสถามอีกว่า

“ท่านมีความต้องการเทวธรรมหรือ”

“ใช่แล้ว เรามีความต้องการ”

“เมื่อเป็นอย่างนั้น เราจะบอกเทวธรรมแก่ท่าน”

“เจ้าจงบอกมาได้เลย เราจะฟังเทวธรรมของเจ้า”

แล้วพระกุมารก็ทำท่าชะงักเอาไว้ กล่าวว่า

“แต่ตอนนี้เรามีเนื้อตัวสกปรกอยู่”

ยักษ์จึงยอมให้พระกุมารลงไปอาบน้ำในสระ ให้ดื่มน้ำ ปูลาดที่นั่งไว้ให้ แล้วพระกุมาร ก็ประทับนั่งที่นั้น โดยมียักษ์นั่งอยู่ที่พื้นดิน คอยฟังอยู่ พระกุมารจึงตรัสว่า

“ท่านจงเงี่ยโสตฟังเทวธรรมโดยเคารพเถิด สัปบุรุษ (คนที่มีสัมมาทิฐิ) ผู้สงบระงับ ย่อมประกอบ ด้วยหิริ (ความละอายต่อการทำบาป)

และโอตตัปปะ (ความเกรงกลัว ต่อการทำบาป) ตั้งมั่นอยู่ ในธรรมะอันขาว ซึ่งเรียกว่า ผู้มีธรรมะ ของเทวดา ผู้มีจิตใจสูงในโลก”

ครั้นผีเสื้อน้ำได้ฟังเทวธรรมแล้ว ก็บังเกิดความเลื่อมใส จึงกล่าวกับมหิสสาสกุมารว่า

“ดูก่อนบัณฑิต เราศรัทธาท่าน ฉะนั้น เราจะให้น้องชายคนหนึ่งคืนแก่ท่าน แต่ท่านจะได้ไป เพียงคนเดียวเท่านั้น”

พระกุมารตัดสินใจกล่าวออกไปว่า

“ถ้าอย่างนั้น ท่านจงนำน้องชายคนเล็กของเรามา”

ยักษ์ทำท่าขึงขังขึ้นมาทันที พูดเสียงดังว่า

“ท่านรู้แต่เปลือกของเทวธรรมเท่านั้น แต่ไม่ได้ประพฤติในเทวธรรมนั้นเลย”

พระกุมารสงสัย ตรัสถามว่า

“เพราะเหตุใดท่านจึงกล่าวอย่างนั้น”

“เพราะการที่ท่านละเว้นพี่ชาย แต่ให้นำน้องชายมา นี้ชื่อว่า ไม่กระทำความอ่อนน้อม ต่อผู้ที่เจริญที่สุด”

พระกุมารเข้าใจในทันที จึงแจ้งสาเหตุแก่ยักษ์

“ดูก่อนยักษ์ เรารู้เทวธรรมดีทีเดียว และปฏิบัติในเทวธรรมนั้นอีกด้วย เพราะการที่เรา ต้องเข้าป่าครั้งนี้ สาเหตุก็มาจากน้องชายคนเล็กนี้เอง

ด้วยพระมารดา ของน้องเล็กคนนี้ ทูลขอราชสมบัติ กับพระบิดา ของพวกเรา ฉะนั้นเพื่อประโยชน์แก่น้องเล็ก พระบิดา จึงทรงให้พวกเรา มาอยู่ป่าสักพักหนึ่ง

แต่น้องเราคนนี้ ได้ติดตามพวกเรามาด้วย ฉะนั้น หากแม้ถึงเวลา ที่พวกเรากลับคืนพระนคร แล้วบอกว่ายักษ์ในป่า กินน้องของเราเสียแล้ว ใครๆ คงไม่เชื่อแน่

ด้วยเหตุผลนี้ เราเกรงกลัวภัยคือ ความโกรธแค้น และการครหา จึงต้องให้ท่าน นำน้องชาย คนเล็กนั้นมา”

ยักษ์ฟังเหตุผลแล้ว ยิ่งมีจิตเลื่อมใส จึงยกมือประนมสาธุการ แก่พระกุมาร แล้วกลับไปเอา น้องชาย ทั้งสองคนมาคืนให้ พระมหิสสาสกุมาร จึงตรัสอบรมยักษ์นั้น

“สหายเอ๋ย ท่านเกิดเป็นยักษ์ที่อาศัยเลือดเนื้อของผู้อื่นเป็นอาหาร ก็เพราะบาปกรรม ที่ตนทำไว้ ในชาติกาลก่อน บัดนี้ท่านยังจะกระทำบาปนั้น ซ้ำเติมอีกหรือ

แล้วบาปเวรเหล่านี้ ก็จะพา ให้จมอยู่ในนรก เพราะฉะนั้น ตั้งแต่นี้ไป ท่านจงละบาปชั่ว แล้วกระทำแต่บุญกุศลเถิด”

พระกุมารใช้ธรรมะทรมานยักษ์ แม้ยักษ์ก็บังเกิดศรัทธา อย่างล้นเหลือ จัดแจงดูแล อารักขาเหล่าพระกุมารอยู่ ณ ที่นั้นเอง

อยู่มาวันหนึ่ง…ได้รับข่าวว่า พระชนกสวรรคตแล้ว พระกุมารทั้งหมด กับยักษ์ผีเสื้อน้ำ จึงพากันไป สู่นครพาราณสี แล้วพระมหิสสาสกุมาร

ก็ได้รับแต่งตั้งให้ครองราชสมบัติ พระองค์ทรงประทาน ตำแหน่งอุปราช แก่พระจันทกุมาร และตำแหน่งเสนาบดี แก่สุริยกุมาร ทรงสร้างที่อยู่

อันน่ารื่นรมย์ให้แก่ยักษ์ มีทั้งดอกไม้ของหอมอันเลิศ ผลไม้อันเลิศ และ อาหารอันเลิศ

นับแต่นั้นมา พระเจ้ามหิสสาสะ ก็ทรงครองราชย์โดยธรรมตลอดมา

——————————————————————————–

พระศาสดาทรงจบพระธรรมเทศนานี้แล้ว ตรัสเฉลยว่า

“ยักษ์ผีเสื้อน้ำในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุผู้มีบริขารมากในบัดนี้ สุริยกุมารได้มาเป็นพระอานนท์ จันทกุมาร ได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วนมหิสสาสกุมาร ได้มาเป็นเราตถาคตเอง”

แล้วพระศาสดา ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย ในเวลาที่จบสัจจะนั้นเอง ภิกษุรูปนั้น ก็ได้ดำรงอยู่ ในโสดาปัตติผลแล้ว

(พระไตรปิฎกเล่ม ๒๗ ข้อ ๖ อรรถกถาแปล เล่ม ๕๕ หน้า ๒๐๑)

(เราคิดอะไร ฉบับที่ ๑๔๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕)

ท่าน กิเลน ประลองเชิง ได้กล่าวสรุปไว้ในตอนท้าย ของนิทานชาดกเรื่องนี้ว่า…

” ชาดกเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า ธรรมะที่ทำให้คนเป็นเทวดา ก็แค่ คนที่ละอายต่อบาป ไม่ทำบาป พูดง่ายๆ คนหน้าไม่ด้าน ก็เป็น เทวดาได้

หมู่นี้ มีคนถกเถียงเอาแพ้เอาชนะ กันอยู่ใน”สภา” คนพวกนี้มีอำนาจเหมือนเทวดา ยกมือไปทางไหน บันดาลทุกข์สุขให้ ผู้คนทั้งบ้านเมือง

อยากรู้คนพวกนี้เป็นเทวดาหรือไม่ เห็นจะต้องใช้แบบผีเสื้อน้ำถามหา เทวธรรม แต่ถ้าเห็นแต่ คนปากอย่างใจอย่าง พูดจากลับกลอก

ก็แน่ใจได้เลยว่า…ไม่ใช่เทวดาแน่ “

ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารภการถวายบริขารทุกอย่างของพ่อค้าชาวเมืองคนหนึ่งได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นกระต่ายอาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่งท่ามกลางหุบเขาและแม่น้ำล้อมรอบ มีสัตว์เป็นเพื่อนกันอัก ๓ ตัว คือ ลิง สุนัขจิ้งจอก และนาก สัตว์ทั้ง ๔ เป็นสัตว์มีศีลธรรม ทุกเย็นจะมาพบกันและฟังโอวาทของกระต่ายเสมอ

          ต่อมาวันหนึ่ง กระต่ายมองดูจันทร์รู้ว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันอุโบสถ จึงให้โอวาท ว่า ” วันพรุ่งนี้ พวกเราจงพากันรักษาศีล ให้ทานเถิด เพราะมีผลบุญกุศลมาก ฉะนั้นพวกท่านจงเตรียมอาหารไว้แบ่งปันคนขอทานเถิด” สัตว์ทั้ง ๓ รับคำแล้วกลับไปยังที่อยู่ของตน

          ครั้นรุ่งขึ้นมีนายพรานคนหนึ่งตกเบ็ดได้ปลาตะเพียน ๗ ตัวฝังทรายกลบไว้แล้วก็ข้ามไปทางใต้น้ำต่อไป นากออกหาอาหารได้กลิ่นปลานั้นแล้วจึงร้องขึ้น ๓ ครั้ง รู้ว่าไม่มีเจ้าของแล้วจึงคาบเอาปลาทั้ง ๗ ตัวไปยังที่อยู่ของตน นอนรักษาศีลอยู่

          ฝ่ายลิงเข้าไปในป่าได้มะม่วงมาแล้วก็กลับที่อยู่ตนนอนรักษาศีลอยู่ ส่วนเจ้ากระต่ายรักษาศีลอยู่ที่อยู่ของตนไม่ได้ออกไปหาอาหารมาไว้ให้ทาน คิดที่จะสละชีวิตให้ทานว่า ” ถ้ามีคนมาขออาหาร งา และข้าวสารของเราก็ไม่มี ถ้าเช่นนั้นเราจะให้เนื้อของเราแก่เขาก็แล้วกัน” คิดแล้วก็นอนรักษาศีลอยู่

          ด้วยอานุภาพแห่งศีลของกระต่ายเป็นเหตุให้บรรลังก์ของเท้าวสักกะเร่าร้อน ท้าวเธอจึงลงมาพิสูจน์คุณของศีลของสัตว์ทั้ง ๔ ด้วยการแปลงร่างเป็นพราหมณ์ไปยังที่อยู่ของนากก่อน ร้องขออาหารกับนาก นากจึงกล่าวว่า “พราหมณ์.. เรามีปลาตะเพียนอยู่ ๗ ตัว ขอเชิญท่านบริโภคเถิด” พราหมณ์รับไว้แล้วก็ไปที่อยู่ของสุนัขจิ้งจอก เอ่ยปากขออาหารอีก สุนัขจิ้งจอกก็มอบอาหารให้พร้อมกับพูดว่า “พราหมณ์.. ข้าพเจ้ามีเนื้อย่าง ๒ ไม้ เหี้ย ๑ ตัว นมส้ม ๑ หม้อ เชิญท่านบริโภคเถิด” พราหมณ์รับไว้แล้วก็ไปที่อยู่ของลิงเอ่ยปากขออาหารเช่นเคย ลิงก็มอบอาหารให้พร้อมกับพูดว่า “พราหมณ์.. มะม่วงสุก น้ำเย็น ร่มเงาไม่อันร่มรื่นขอเชิญท่านบริโภคและพักผ่อนก่อนเถิด”

          พราหมณ์รับไว้แล้วก็ไปที่อยู่ของกระต่ายพร้อมร้องขออาหารเช่นเดิม กระต่ายดีใจจึงพูดว่า ” พราหมณ์… ขอเชิญท่านก่อไฟเถิด เราไม่มีอะไรจะให้ท่าน นอกจากเนื้อของเรานี่แหละ ขอเชิญท่านบริโภคเราเถิด” ว่าแล้วก็กล่าวเป็นคาถาว่า

         “กระต่ายไม่มีงา ไม่มีถั่ว ไม่มีข้าวสาร ท่านจงบริโภค เราผู้สุกด้วยไฟนี้ แล้วเจริญสมณธรรมอยู่ในป่าเถิด”
          ท้าวสักกะจึงเนรมิตให้มีกองไฟขึ้นแล้วบอกให้กระต่ายทราบกระต่ายลุกขึ้นจากหญ้าแพรกสลัดขนไล่สัตว์อื่น ๆ ๓ ครั้ง มีความดีใจ ไม่กลัวต่อความตาย กระโดดเข้ากองไฟไป แต่ก็ต้องแปลกใจว่าไฟทำไมเย็นยิ่งนักจึงถามพราหมณ์ดู ท้าวสักกะในร่างพราหมณ์จึงกล่าวว่า “ท่านบัณฑิต เรามิใช่พราหมณ์ดอก เราเป็นท้าวสักกะ มาเพื่อทดลองศีลของท่านเท่านั้นเอง”
          กระต่ายพูดว่า “ท่านท้าวสักกะ ท่านหวังจะทดลองข้าพเจ้าเท่านั้นเองหรือ แล้วชาวโลกจะรู้ว่าข้าพเจ้าปรารถนาให้ชีวิตเป็นทานได้อย่างไรกันเล่า” ท้าวสักกะตอบว่า “คุณความดีในการเสียสละชีวิตเป็นทานของท่านครั้งนี้จะมีปรากฏตลอดไป” ว่าแล้วก็เขียนรูปกระต่ายไว้บนดวงจันทร์เป็นสัญลักษณ์ให้ชาวโลกได้เห็นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แล้วก็หายวับกลับเทวโลกไป สัตว์ทั้ง ๔ ตัวได้รักษาศีลจนตราบสิ้นชีวิต
 
 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  การรักษาศีลเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตทั้งมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน เพราะผู้มีศีลเทวดาย่อมคุ้มครอง

ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่ในวทริการามเมืองโกสัมพี ทรงปรารภพระราหุลเถระ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง หลังจากเรียนจบศิลปวิทยาจากเมืองตักกสิลาแล้ว ได้ออกบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าหิมพานต์วันหนึ่งพระฤาษีได้สัญจรไปที่บ้านชายแดนหมู่บ้านหนึ่ง คนในหมูบ้านนั้นได้สร้างอาศรมถวาย จึงได้อาศัยอยู่ที่นั้นเรื่อยมา

          สมัยนั้น มีนายพรานนกคนหนึ่งในหมู่บ้านนั้น เลี้ยงนกกระทาไว้ตัวหนึ่งเพื่อไว้เป็นนกต่อ ทุกวันเขาจะพานกกระทาไปเพราะอาศัยเสียงของเรา ได้ตายไปเป็นจำนวนมาก เป็นบาปกรรมของเราหนอ นับแต่นี้ไปเราจะไม่ส่งเสียงร้องละ” นายพรานเมื่อเห็นนกกระทาไม่ร้องก็ใช้ไม้ตีหัว นกกระทากลัวตายจึงร้อง สร้างความทุกข์ลำบากให้แก่มันเป็นอย่างมาก อยู่ต่อมาวันหนึ่ง นายพรานจับนกกระทาได้เต็มกระเช้าแล้ว คิดจะดื่มน้ำไปที่อาศรมของพระฤาษีโพธิสัตว์ วางกรงนกไว้แล้วดื่มน้ำ ด้วยความเหน็ดเหนื่อยจึงเอนกายผล่อยหลับไป

          นกกระทาทราบว่านายพรานหลับ แล้ว จึงถามความสงสัยของตนกับพระฤาษีว่า “พระคุณเจ้าข้าพเจ้าเป็นอยู่สบายได้บริโภคอาหารตามชอบใจ แต่อยู่ในระหว่างอันตราย อยากทราบว่าทางเดินชีวิตของข้าพเจ้าเป็นอย่างไรหนอ?”

          พระฤาษีแก้ปัญหานกกระทาว่า “นกกระทาเอ๋ย.. ถ้าใจของเจ้าไม่น้อมไปเพื่อกรรมอันเป็นบาป บาปย่อมไม่แปดเปื้อนเจ้าผู้บริสุทธิ์ใจไม่คิดจะทำบาปกรรมดอก”

          นกกระทาถามต่ออีกว่า พระคุณเจ้า นกกระทาจำนวนมากคือญาติของข้าพเจ้า นายพรานอาศัยข้าพเจ้าทำปณาติบาตอยู่ ข้าพเจ้ารังเกียจเรื่องนี้มาก บาปกรรมจะมีถึงแก่ข้าพเจ้าไหมหนอ”
          พระฤาษีจึงตอบเป็นคาถาว่า

          “ถ้าใจของท่านไม่คิดประทุษร้ายไซร้ กรรมชั่วที่นายพรานอาศัยท่านกระทำแล้ว ย่อมไม่ถูกต้องท่านบาปกรรมย่อมไม่แปดเปื้อนท่านผู้บริสุทธิ์ ผู้มีความขวนขวายน้อย”
          แล้วก็พูดให้นกกระทาสบายใจว่า “เจ้าไม่มีความจงใจการทำปาณาติบาต บาทกรรมจึงไม่มีแก่เจ้าผู้บริสุทธิ์ดอกนะ” นกกระทาได้ฟังแล้วก็สบายใจนิ่งเงียบอยู่ ฝ่ายนายพรานตื่นนอนแล้วลุกขึ้นไหว้ฤาษีแล้วก็ถือกรงนกกระทากลับบ้านไป
 
 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  ไม่มีเจตนาจะทำบาปกรรม แม้จะประกอบอาชีพที่เสี่ยงต่อการทำบาป บาปกรรมก็ไม่ตกแก่ผู้นั้น

  ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดพระเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภเดียรถีย์ (นักบวชนอกศาสนา) ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นราชสีห์อาศัยอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง มีดงตาลกับต้นมะตูมอยู่ติดทะเลด้านทิศตะวันตกของป่านั้น ณ ที่ดงตาลนั้นมีกระต่ายตัวหนึ่งอาศัยอยู่ใต้ต้นตาลใกล้ต้นมะตูมต้นหนึ่ง วันหนึ่ง วันหนึ่งเจ้ากระต่ายออกเที่ยวหากินอิ่มแล้ว กลับมานอนพักผ่อนอยู่ใต้ใบตาลแห้ง กำลังนอนคิดเพลิน ๆ อยู่ว่า “ถ้าหากแผ่นดินนี้ถล่ม เราจะไปอยู่ที่ไหนหนอ” ทันใดนั้นเองผลมะตูมสุกลูกหนึ่งได้หล่นลงมาถูกใบตาลเสียงดังลั่นเจ้ากระต่ายนึกว่าเป็นเสียงแผ่นดินถล่ม จึงร้องขึ้นสุดเสียงว่า “แผ่นดินถล่มแล้ว ๆ ” พร้อมกับกระโดวิ่งหนีไปสุดชีวิตโดยไม่เหลียวหลังมาดูเลย

          กระต่ายตัวอื่น ๆ เห็นมันวิ่งหนีอะไรมาสุดชีวิตจึงร้องถามมันว่า “เจ้าวิ่งหนีอะไรมา” มันทั้งวิ่งทั้งร้องตอบว่า “รีบหนีเร็ว แผ่นดินถล่มแล้ว ๆ” กระต่ายจำนวนนับพันต่างก็รีบวิ่งหนีตายตามมันไปด้วย สัตว์ป่านานาชนิดเมื่อทราบข่าวต่างก็วิ่งหนีตามกระต่ายไป ฝูงสัตว์วิ่งหนีตามกันมาเป็นทิวแถว ราชสีห์เห็นสัตว์น้อยใหญ่วิ่งกันมาฝุ่นฟุ้งกระจุยจึงร้องถามไปว่า “พวกเจ้าวิ่งหนีอะไรมา” ได้รับคำตอบว่า “เจ้านาย แผ่นดินที่โน้นถล่มแล้ว พวกเราวิ่งหนีตาย” แล้วก็วิ่งไปต่อ บ่ายหน้าไปทางหน้าผาสูงชันโดยไม่รู้ตัว ราชสีห์ด้วยความกรุณาในสัตว์ทั้งหลายเกรงว่าจะตกเหวตายเสียหมด จึงวิ่งไปดักข้างหน้าพร้อมกับคำรามเสียงดังลั่นขึ้น ๓ ครั้ง สัตว์ทั้งหลายพอได้ยินเสียราชสีห์ก็พากันตกใจกลัวตื่นจากภวังค์หยุดวิ่ง

          ราชสีห์จึงถามว่า “ใครเห็นแผ่นดินถล่มบ้าง” พวกสัตว์บอกว่า “ช้างเห็นขอรับ” ช้างบอกว่า “เสือเห็น” เสือบอกว่า “แรดเห็น” แรดบอกว่า “ควายเห็น” ควายบอกว่า “หมูป่าเห็น” หมูป่าบอกว่า “กวางเห็น” กวางบอกว่า “กระต่ายเห็น” พวกกระต่าย จึงชี้บอกว่า “กระต่ายตัวนี้เห็นแผ่นดินถล่มครับ..นาย” ราชสีห์จึงถามกระต่ายตัวนั้นว่าเป็นจริงหรือเปล่า กระต่ายตอว่า “ข้าพเจ้าเห็นจริง ๆ นายท่าน ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังนอนพักผ่อนอยู่ใต้ใบตาลก็มีเสียงดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น ข้าพเจ้าจึงวิ่งหนีตายมานี่ละ.. นายท่าน”

          ราชสีห์เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงบอกให้สัตว์ทั้งหลายรออยู่ที่ตรงนั้นส่วนตนและเจ้ากระต่ายได้เดินกลับไปดูสถานที่ต้นเหตุ ตรวจดูเห็นผมมะตูมสุกลูกหนึ่งวางอยู่ก็เข้าใจทันที จึงกลับมาบอกสัตว์ทั้งหลายว่า “ท่านทั้งหลายเลิกกลัวได้แล้ว เสียงแผ่นดินถล่ม เป็นเสียงผลมะตูมสุกหล่นกระทบใบตาลแห่งดอก เลิกกลัวได้แล้ว” สัตว์ทั้งหลายอาศัยราชสีห์จึงเอาชีวิตรอดมาได้

          พระพุทธองค์จึงตรัสพระคาถาว่า
          “พวกคนโง่เขลายังไม่ทันรู้เรื่องราวแจ่มแจ้ง ฟังคนอื่นโจษขาน ก็พากันตื่นตระหนก พวกเขาเชื่อคนง่าย ส่วนคนเหล่าใดเป็นนักปราชญ์ เพียบพร้อมด้วยศีลและปัญญา ยินดีในความสงบ และเว้นไกลจากการ ทำชั่ว คนเหล่านั้นหาเชื่อคนอื่นง่ายไม่”
 
 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  ก่อนแต่จะเชื่ออะไรใคร ควรพิจารณาตรวจสอบความเป็นจริงเสียก่อน เพื่อความถูกต้องจะไม่ได้เป็นอย่างกระต่ายตื่นตูม

สิงหาคม 10th, 2009นิทานชาดก : การขอ

          ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่อัคคาฬวเจดีย์ เมืองอาฬวี ทรงปรารภกุฏิการสิกขาบทที่พวกภิกษุชาวเมืองอาฬวีพากันสร้างกุฏีเที่ยวขอชาวบ้าน จนชาวบ้านเกิดความเดือดร้อนขึ้นจึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลายโบราณบัณฑิต แม้พระราชาจะปวารณาไว้แล้วก็ไม่มีขอในท่ามกลางมหาชน เพราะกลัวหิริโอตตับปปะร้าวฉานออกปากขอในที่ลับเท่านั้น ” แล้วได้นำอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ ตระกูลหนึ่งได้บวชเป็นดาบสอยู่ในป่าแห่งหนึ่ง วันหนึ่งได้ไปที่เมืองอุตตรปัญจาลครของพระเจ้าปัญจาลราช อาศัยอยู่ในสวนหลวง พระราชาทรงเลื่อมใสจึงนิมนต์ให้อยู่ในเมืองนั้นโดยสร้างศาลาให้อยู่ที่สวนหลวง

          เมื่ออย่างเข้าฤดูฝน ดาบสประสงค์จะกลับป่าบำเพ็ญเพียรในการเดินทางต้องมีร่มกันฝนและรองเท้าคู่หนึ่งจึงคิดจะทูลขอกับพระราชา วันนั้นพอพระราชาเสด็จประพาสสวนหลวงพร้อมด้วยเหล่าอำมาตย์ ก็คิดเกรงในว่า “ผู้ถูกขอ เมื่อให้สิ่งของย่อมเป็นเหมือนคนร้องไห้ ผู้ขอถ้าเขาบอกว่าไม่มีก็เหมอนคนร้องไห้เช่นกัน ดังนั้น มหาชนไม่ควรเห็นเรากับพระราชาร้องไห้ เราจะทูลขอในที่ลับ” ดาบสจึงทูลพระราชาว่า “มหาบพิตร อาตมามีเรื่องจะทูลเป็นความลับ” พระราชาจึงรับสั่งให้ทหารถอยออกไป ห่างไกลแล้วประทับคอยรับฟังอยู่ ฝ่ายดาบสกลับคิดอีกว่า “ถ้าเราทูลขอไป พระราชาไม่ประทาน ไมตรีของเราทั่งสองก็จบสิ้นเพราะฉะนั้นเราทูลขอในวันอื่นดีกว่า” จึงทูลว่า “มหาบพิตร ขอเชิญเสด็จเถิด พรุ่งนี้อาตมาจึงจะทูล” แม้ในวันอื่น ๆ ก็เป็นไปในลักษณะนี้จนเวลาผ่านไปถึง ๑๒ ปี

          วันหนึ่งพระราชาทรงดำริว่า “พระคุณเจ้าบอกว่ามีความลับจะสนทนากลับไม่กล้าท่านต้องการอะไรหนอ วันนี้เราต้องรู้ให้ได้” จึงเสด็จไปที่สวนหลวงและตรัสถามดาบสว่าต้องการอะไรดาบสทูลว่า “พระองค์จักประทานหรือ ” พระราชาตรัสว่า “พระคุณเจ้าต้องการอะไรบอกมาเถิดจักถวาย”
          ดาบสจึงทูลว่า “มหาบพิตร อาตมาต้องการร่มและรองเท่าคู่หนึ่งใช้ในเวลาเดินทาง”
          พระราชา “พระคุณเจ้า มีเท่านี้เองหรือที่ท่านไม่อาจขอได้ตั้ง ๑๒ ปี”
          ดาบส “เจริญพร” พระราชา “เพราะอะไรจึงเป็นเหตุให้พระคุณเจ้าไม่กล้าเอ่ยปากขอ”
          ดาบสจึงทูลว่า “มหาบพิตร ผู้ขอย่อมได้ ๒ อย่าง คือได้หรือไม่ได้เท่านั้น ผู้ถูกขอเมื่อให้สิ่งของเป็นเหมือนคนร้องไห้ผู้ขอเมื่อเขาบอกว่าไม่มี ก็เป็นเช่นคนร้องไห้ ดังนั้น มหาชนอย่าได้เห็นอาตมาและพระองค์ร้อง ไห้เลยอาตมาจึงหวังเฉพาะที่ลับเท่านั้น

          พระราชาทรงเลื่อมใสยิ่งขึ้น เมื่อจะถวายสักการะมากจึงตรัสเป็นคาถาว่า
          “ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าขอถวายวัวแดงหนึ่งพันตัว พร้อมด้วยโคจ่าฝูงแก่ท่าน เพราะอารยชนได้ฟังคาถาอันประกอบด้วยธรรมของท่านแล้ว จะไม่พึงให้แก่อารยชนได้อย่างไร”
          ดาบสทูลห้ามว่า “มหาบพิตร อาตมาไม่ต้องการวัตถุกามซึ่งเป็นภาระที่ต้องรับผิดชอบ ขอพระองค์ประทานเพียงร่มและรองเท้าเท่านั้นเถิด” ให้โอวาทแก่พระราชาแล้วก็ไปยังป่าบำเพ็ญเพียรตราบเท่าชีวิต
 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  อย่าเป็นคนชอบขอ เพราะผู้ถูกขอย่อมเป็นทุกข์ใจ ผู้ขอเมื่อไม่ได้ก็เป็นทุกข์เช่นเดียวกัน

สิงหาคม 10th, 2009นิทานชาดก : นางกากี

 ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภภิกษุผู้กะสันจะสึกรูปหนึ่งตรัสให้โอวาทว่า “ภิกษุ ธรรมดามาตุคาม (แม่บ้าน) ใคร ๆ ก็รักษาไว้ไม่ได้ โบราณบัณฑิตในครั้งก่อน ถึงจะยกมาตุคามขึ้นไปไว้ในวิมานฉิมพลีในท่ามกลางมหาสมุทรก็ไม่อาจรักษาสตรีได้” แล้วได้นำอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระราชาผู้ครองเมืองพาราณสี มีมเหสีพระนามว่า กากาติ มีพระรูปโฉมงดงามยิ่ง ใครเห็นใครก็ลุ่มหลงในความงาม ในวันหนึ่งมีพญาครุฑตนหนึ่งแปลงร่างเป็นมนุษย์มาเล่นสกา (การพนันชนิดหนึ่ง)กับพระราชา ได้พบเห็นพระนางกากาตินั้นแล้วเกิดความรักใคร่ในนาง จึงแอบพานางหนีไปอยู่ที่วิมานฉิมพลีอันเป็นที่อยู่ พระราชาเมื่อไม่พบเห็นพระเทวีจึงตรัสเรียกคนธรรพ์ชื่อ นฏกุเวรมาเข้าเฝ้า พร้อมมอบหมายให้นำพระเทวีกลับมาให้ได้

          ฝ่ายคนธรรพ์ทราบที่อยู่ของครุฑแล้ว จึงไปนอนแอบซุ่มอยู่ในดงตะไคร้ข้างสระลูกหนึ่ง พอครุฑบินไปจากสระก็แอบกระโดดเกาะระหว่างปีกครุฑไปจนถึงวิมานฉิมพลี แอบได้เสียกับพระนางกากาติที่วิมานนั้น แล้วก็อาศัยครุฑนั้นแหละกลับมาเมืองพาราณสีอีก ในวันหนึ่งขณะที่พญาครุฑเล่นสกากับพระราชาอยู่ คนธรรพ์ก็ทำทีเป็นถือพิณมาที่สนามสกา ขับร้องเป็นเพลงว่า

          “หญิงรักคนรักของเราอยู่ ณ ที่แห่งใด กลิ่นของนางยังหอมฟุ้งมาที่แห่งนั้น ใจของเรายินดีในนางใด นางนั้นชื่อกากาติ อยู่ไกลจากที่นี้”

          พญาครุฑพอได้ฟังแล้วสะดุ้งจึงถามเป็นนัยว่า “ท่านข้ามทะเลมหาสมุทรทั้ง ๗ แห่งไปได้อย่างไร ท่านขึ้นวิมานฉิมพลีได้อย่างไร” นฏกุเวรจึงตอบว่า “เราข้ามทะเลมหาสมุทรทั้ง ๗ แห่งได้ก็เพราะท่าน ขึ้นวิมานฉิมพลีได้ก็เพราะท่านนั้นแหละ”

          พญาครุฑพอได้ทราบความจริงแล้ว ก็กล่าวติเตียนตนด้วยความเสียใจว่า “ช่างน่าติเตียนเสียนี่กระไร เรามีร่างกายใหญ่โตเสียเปล่าไม่มีความคิด จึงเป็นพาหนะให้ชายชู้ของเมียทั้งไปและกลับ น่าเจ็บใจจริง ๆ” กล่าวจบก็คืนร่างเป็นพญาครุฑไปนำพระนางกากาติมาคืนพระราชาแล้วไม่หวนคืนกลับมาเล่นสกากับมนุษย์อีกเลย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  ไม่มีใครจะเก็บรักษาสตรีไว้ได้นอกจากสตรีนั้นจะรักษาตนเอง

  ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถีทรงปรารภโอวาทของพระราชา ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพระฤๅษีนำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าหิมพานต์ มีรากไม้และผลไม้เป็นอาหาร ในสมัยนั้น พระเจ้าพรหมทัตขึ้นครองราชสมบัติในเมืองพาราณสี พระองค์เป็นผู้รังเกียจความไม่ดี วันหนึ่งทรงดำริว่า “เราปกครองเมืองมานี้ มีใครเดือนร้อนและกล่าวโทษของเราหรือเปล่าหนอ” จึง ทรงแสวงหาอยู่ทั้งในวังและนอกวังก็ไม่พบเห็นใครกล่าวโทษพระองค์ ทรงปลอมพระองค์ไปตามหมู่บ้านต่าง ๆ ก็ไม่พบเห็นจึงแวะเข้าไปในป่าหิมพานต์เข้าไปสนทนากับฤๅษีด้วยทำทีเป็นคนหลงทาง

          ฤๅษีได้ทำการต้อนรับด้วยผลไม้ป่านานาชนิด พระราชาปลอมได้เสวยผลไม้ป่ามีรสหวานอร่อยดี จึงถามถึงสาเหตุที่ทำให้ผลไม้มีรสหวานอร่อยดี ฤๅษีจึงทูลว่า “ท่านผู้มีบุญ เป็นเพราะพระราชาครองราชย์โดยธรรมเป็นแน่ ผลไม่จึงมีรสหวานอร่อยดี” พระราชาปลอมสงสัยจึงถามอีกว่า “ถ้าพระราชาไม่ครองราชย์โดยธรรม ผลไม้จะมีรสชาติเป็นเช่นไรล่ะพระคุณเจ้า “ฤๅษีตอบว่า “ผลไม้ก็จะมีรสขมฝาด หมดรสชาติไม่อร่อยละโยม” พระราชาปลอมสนทนาเสร็จแล้วก็อำลาฤๅษีกลับคืนเมืองไป ทรงทำการทดลองคำพูดของพระฤๅษีด้วยการไม่ประพฤติปฏิบัติธรรมเป็นปีแล้วกลับไปหาฤๅษีอีก ฤๅษีก็ทำการต้อนรับด้วยผลไม้ พอผลไม้เข้าปากเท่านั้นก็ต้องถ่มทิ้งไป เพราะผลไม้มีรสขมฝาด

          ฤๅษีจึงแสดงธรรมว่า “โยม..คงเป็นเพราะพระราชาไม่ครองราชย์โดยธรรมแน่เลย ธรรมดาฝูงโคว่ายข้ามแม่น้ำ จ่าฝูงว่ายคดฝูงโคก็ว่ายคดตามกันไป เหมือนหมู่มนุษย์ถ้าผู้นำมนุษย์ประพฤติไม่เป็นธรรม ประชาชนก็ประพฤติไม่เป็นธรรมเช่นเดียวกัน พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ทวยราษฎร์ก็เป็นทุกข์ทั่วกัน
          ถ้าจ่าฝูงโคง่ายน้ำตรง ฝูงโคก็ว่ายตรงเช่นกัน เหมือนหมู่มนุษย์ถ้าผู้นำประพฤติเป็นธรรม ประชาชนก็ต้องประพฤติเป็นธรรมเช่นกัน พระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรม ทวยราษฎร์ก็อยู่ร่มเย็นเช่นกัน”
          พระราชาสดับธรรมของพระฤๅษีแล้วจึงแสดงพระองค์เป็นพระราชาให้พระฤๅษีทราบ ไหว้ฤๅษีแล้วกลับคืนเมืองประพฤติตั้งตนอยู่ในทศพิธราชธรรมเช่นเดิม ทำให้สรรพสิ่งทั้งปวงกลับเป็นปกติตามเดิม
 
 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  ผู้นำที่ดีต้องเป็นตัวอย่างและที่พี่งของประชาชนได้และเป็นไปเพื่อความสงบสุขของประชาชน

 ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ทรงปรารภพระเทวทัตผู้ไม่มีความกรุณาปรานีแก่หมู่สัตว์ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วพระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาช้างมีช้างประมาณ ๘๐,๐๐๐ เชือก เป็นบริวารอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ในที่ไม่ไกลจากที่อยู่ของช้างนั้นมีนางนกไส้ (นกต้อยตีวิด) ตัวหนึ่งตกฟองไข่อยู่ที่พื้นดินใกล้ทางเดินของพญาช้าง ในรังนั้นมีลูกนกออกใหม่หลายตัว

          วันหนึ่ง พญาช้างนำบริวารหากินไปถึงที่นั้น นางนกไส้เห็นช้างกำลังเดินมา กลัวว่าจะเหยียบลูกน้อยจึงประคองปีกทั้งสองข้างยืนอยู่ต่อหน้าพญาช้างพูดอ้อนวอนว่า “ท่านพญาช้าง ข้าพเจ้าขอไหว้ท่านด้วยปีกทั้งสอง ขอพวกท่านอย่าได้เหยียบลูกน้อยของข้าพเจ้าผู้ไม่มีกำลังเลย” พญาช้างตอบว่า “แม่นางนกไส้ ไม่ต้องกลัวเราจะรักษาลูกของเจ้าให้เอง” ว่าแล้วก็ยืนค่อมรังนกไว้ ให้ช้างบริวารเดินผ่านไปก่อน แล้วได้กล่าวเตือนนางนกไส้ว่า “ยังมีช้างเกระเชือกหนึ่งมักหากินผู้เดียวจะตามหลังมา เขาไม่อยู่ในโอวาทเรา เจ้าจงอ้อนวอนเขาเองนะ” ว่าแล้วก็เดินตามหลังช้างบริวาร ต่อมาไม่นานช้างหัวดื้อชอบแตกโขลงตัวนั้นก็มาถึงที่นั้น นางนกไส้ก็แสดงตนพร้อมพูดอ้อนวอนเหมือนกับครั้งก่อน ช้างนั้นพอได้ฟังว่ามีลูกนกอยู่ข้างหน้ายิ่งชอบใจใหญ่ กล่าวตอบนางนกไส้ว่า “แม่นางนกไส้เอ๋ย.. เราจักฆ่าลูกน้อยของเจ้าทั้งหมด เจ้าจะมีปัญญาทำอะไรเราได้” ว่าแล้วก็เดินเข้าไปกระทืบรังนกแหลกละเอียดแล้วร้องแป้นๆ เดินจากไป

          ฝ่ายนางนกไส้ที่บินหนีตายขึ้นไปจับบนกิ่งไม้ ได้พูดอาฆาตตามหลังช้างนั้นไปว่า “เจ้าช้างเกเร วันนี้เป็นวันของท่าน ปล่อยให้ท่านไปก่อน วันข้างหน้าเราจะเห็นดีกัน การใช้กำลังทำลายผู้ไม่มีกำลังไม่ดีแน่สำหรับท่าน” กล่าวจบก็บินไปขอความช่วยเหลือจากกา กาถามว่าจะให้ช่วยเหลืออะไร นางนกไส้จึงเล่ารายละเอียดให้ฟังว่า “ท่านกา ขอเพียงท่านช่วยจิกตาช้างให้บอดเท่านั้นเอง กาก็รับคำช่วยเหลือนั้น

          นางนกไส้เข้าไปหาแมลงวันหัวเขียว เล่าเรื่องให้ฟังแล้วขอความช่วยเหลือให้แมลงวันหัวเขียวไข่ใส่ตาช้าง แมลงวันก็รับคำช่วยเหลือ ต่อจากนั้นก็เข้าไปหากบตัวหนึ่ง เล่าเรื่องให้ฟัง และก็ขอความช่วยเหลือว่า “ท่านกบเมื่อช้างตาบอดและแมลงวันไข่ใส่ตามันแล้วมันก็จะแสวงหาน้ำดื่ม ขอให้ท่านไปอยู่ที่ปากเหวส่งเสียงร้องล่อช้างไปตกเหวให้หน่อย” กบก็รับคำช่วยเหลือ

          หลายวันต่อมา นางนกไส้เสาะแสวงหาจนพบช้างเกเรตัวนั้นแล้วจึงไปบอกกา กาได้ไปจิกตานั้นบอดทั้งสองข้างแมลงวันหัวเขียวก็ไปไข่หนอนใส่ตาช้างอีก สร้างความเจ็บปวดทรมานให้แก่ช้างเป็นอย่างยิ่ง สองสามวันต่อมาช้างเดินสะเปะสะปะโซซัดโซเซแสวงหาสระน้ำดื่ม ได้ยินเสียงกบร้องแว่วมาแต่ไกลจึงกำหนดทิศทางเสียงกบด้วยเข้าใจว่ากบร้องอยู่ข้างสระน้ำ เดินไปไม่นานก็ผลัดตกเหวตายในที่สุด สร้างความดีใจแก่นางนกไส้เป็นอย่างยิ่งที่ศัตรูได้ตายไป

          พระพุทธองค์เมื่อเล่านิทานจบจึงตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลายขึ้นชื่อว่าเวรไม่ควรทำกับใคร ๆ แม้สัตว์ทั้ง ๔ ร่วมมือกันทำให้ช้างผู้มีกำลังกว่าให้ตายได้” แล้วตรัสพระคาถาว่า
          “ท่านจงดูกา นางนกไส้ กบ และแมลงวันหัวเขียว สัตว์เหล่านี้ได้ฆ่าช้างแล้ว จงดูการจองเวรของคนคู่เวรทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พวกเธออย่าได้ก่อเวรกับใคร ๆ แม้กับคนไม่เป็นที่รักเลย”
 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  อย่าคิดข่มเหงคนอื่น ด้วยการดูถูกว่าเขามีกำลังน้อยกว่า เพราะการสร้างเวรย่อมนำความเดือดร้อนมาให้

 ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวีตถี ทรงปรารภธิดาของตระกูลอุปัฏฐากพระอัครสาวกทั้งสอง (พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ) นางหนึ่งผู้สามารถทำให้ครอบครัวสามีเป็นมิจฉาทิฏฐิกลับเป็นสัมมาทิฏฐิ ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นพญาเนื้อมีผิวพรรณดุจทอง มีนางเนื้อผู้ภรรยาที่น่ารัก ปกครองเนื้อประมาณ ๘๐,๐๐๐ ตัว อาศัยอยู่ป่าแห่งหนึ่ง
          อยู่มาวันหนึ่ง พญาเนื้อนั้นพาบริวารออกหากิน เท้าได้ติดบ่วงนายพราน พยายามดิ้นสุดชีวิตหวังให้บ่วงขาด บ่วงกลับยิ่งรัดเข้าติดกระดูกข้อเท้า สร้างความเจ็บปวดทรมานอย่างยิ่งจึงร้องขึ้นว่า
          “เราติดบ่วงแล้ว พวกท่านจงพากันหนีไป” หมู่เนื้อพอได้ยินก็พากันหนีไป
          ส่วนนางเนื้อภรรยาวิ่งหนีไปได้หน่อยหนึ่งไม่เห็นสามีวิ่งตามมาด้วย จึงวิ่งย้อนกลับไปที่เดิม เห็นสามีติดบ่วงอยู่จึงร้องไห้คร่ำครวญ ว่า
          “พี่.. ท่านเป็นผู้มีกำลังมาก พยายามดึงบ่วงให้หลุดเถิด น้องอยู่คนเดียวในป่านี้โดยไม่มีพี่ไม่ได้นะ”
         พญาเนื้อตอบภรรยาว่า “น้อง..พี่ได้พยายามแล้ว แต่บ่วงมันไม่ขาด มันยิ่งรัดแน่นเข้าจนเท้าพี่จะขาดแล้วละ”
          นางเนื้อภรรยาพูดปลอบใจสามีว่า “พี่ไม่ต้องกลัว น้องจะอยู่เป็นเพื่อนพี่เอง ถ้าพี่ตายน้องขอตายด้วย น้องจะอ้อนวอนให้นายพรานเห็นใจปล่อยพวกเราไป ถ้าเขาไม่เห็นใจ น้องขอตายแทนพี่เอง” แล้วได้ยืนอยู่กับสามีผู้ชุ่มด้วยเลือดนองเท้่าอยู่ที่นั่นเอง
          เวลาผ่านไปไม่นานนัก นายพรานเจ้าของบ่วงเดินถือหอกและดาบมาถึง นางเนื้อได้ออกมายืนต่อหน้านายพรานไหว้แล้วพูดว่า “ท่านนายพรานผู้เจริญ สามีข้าพเจ้าเป็นพญาเนื้อ เพียบพร้อมด้วยศีลและมารยาทดีงาม ปกครองเนื้อ ๘๐,๐๐๐ ตัว ก่อนที่ท่านจะฆ่าเขาขอให้ท่านฆ่าข้าพเจ้าก่อนเถิด” นายพรานพอได้ฟังก็ปลื้มใจแทน คิดว่า “แม้แต่มนุษย์เองก็ไม่มีใครเสียสละชีวิตตนเพื่อสามีเลย นางเนื้อตัวนี้กลับกล้าทำ และยังพูดเป็นภาษามนุษย์ที่ไพเราะยิ่งนัก เราจักให้ชีวิตแก่เนื้อสองตัวนี้” จึงพูดตอบไปว่า”แม่เนื้อ เราไม่เคยได้ยินได้เห็นเนื้อพูดได้ ขอให้ตัวเจ้าและพญาเนื้อจงอยู่เป็นสุขเถิด เราปล่อยพวกเจ้าไปละ” ว่าแล้วก็ตัดบ่วงที่เท้าพญาเนื้อทำบาดแผลให้แล้วก็ปล่อยไป
          นางเนื้อปลาบปลื้มใจยิ่งพูดขอบคุณนายพรานว่า “นายพรานผู้เจริญ ขอขอบคุณท่านเป็นอย่างสูงยิ่ง ขอให้ท่านและครอบครัวจงจำเริญสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไปด้วยเทอญ” ก่อนจากไปพญาเนื้อได้คาบแก้วมณีก้อนหนึ่งมาให้แก่นายพรานพร้อมให้โอวาทว่า “ท่านนายพราน ต่อแต่นี้ไปขอให้ท่านเลิกฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเสียเถิดจงทำบุญรักษาศีลให้ทานด้วยแก้วมณีนี้เถิด” กล่าวจบก็อำลานายพรานเข้าป่าไป
 
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :  ผู้มีศีลธรรม ย่อมสามารถชักนำผู้มีความเห็นผิด กลับมาเป็นผู้มีความเห็นถูกได้






© 2007 นิทานชาดก | iKon Wordpress Theme by Windows Vista Administration | Powered by Wordpress
XHTML CSS RSS